Saturday, April 21st, 2018

อุซเบกิสถาน ขุมวัฒนธรรมบนเส้นทางสายแพรไหม ตอนที่ 1 ทาชเคนต์ เมืองหลวงกลิ่นอายรัสเซีย – Cherokee1@Pantip

Published on พฤศจิกายน 23, 2011 by VladiPooh   ·   View Comments

รีวิวชุดนี้ ผมจะพาไปเที่ยวประเทศที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกันในหมู่คนไทยคือประเทศอุซเบกิสถาน (Uzbekistan) เป็นดินแดนแห่งเส้นทางสายแพรไหม (Silk Road) เนื่องจากเป็นเส้นทางการค้าตั้งแต่สมัยโบราณระหว่างจีน อินเดีย เปอร์เซีย ตะวันออกกลาง จนถึงทวีปยุโรป ดินแดนแถบนี้จึงซึมซับอารยธรรมจากทั้งทุกด้าน รวมทั้งอิทธิพลของโซเวียตที่ปกครองกว่าร้อยปี ผสมผสานจนเป็นรูปแบบเฉพาะที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม

ในบรรดาภูมิภาคต่าง ๆ ของทวีปเอเชีย ประเทศที่อยู่ตรงกลางทวีปเป็นดินแดนที่เป็นที่รู้จักกันน้อยที่สุด มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนาน แต่ถูกซุกซ่อนบดบังในร่มเงาแห่งสหภาพโซเวียต จนเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลง ประเทศเหล่านี้จึงประกาศอิสรภาพเกิดเป็นประเทศใหม่บนโลกนี้ 5 ประเทศ เรียกรวมกันว่าเป็นเขตเอเชียกลาง (Central Asia)

ประเทศ ทั้งห้าเกิดขึ้นในโลกใบนี้โดยแยกตัวออกจากสหภาพโซเวียตเมื่อปี ค.ศ. 1991 หลังจากรวมอยู่ในสหภาพเป็นเวลาร้อยกว่าปี ทุกประเทศมีชื่อลงท้ายด้วยคำว่าสถาน อันได้แก่คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน เคอร์กิสถาน ทาจิกิสถาน และเตอร์กเมนิสถาน คำว่าสถานแปลว่าดินแดนหรือสถานที่นั่นเอง

อุซเบกิสถาน (Uzbekistan) แปลว่าดินแดนของชาวอุซเบก มีขนาดเล็กกว่าประเทศไทยเล็กน้อย และมีประชากรประมาณ 28 ล้านคน ซึ่งหนาแน่นที่สุดในบรรดาประเทศในภูมิภาคเอเชียกลางทั้งห้า

ประเทศ อุซเบกิสถานเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกติดทะเลถึงสองชั้น ซึ่งหมายความว่าประเทศนี้ไม่มีทางออกติดทะเล และประเทศที่ล้อมรอบทุกประเทศก็เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกติดทะเลด้วย ได้แก่ คาซัคสถาน เตอร์กเมนิสถาน เคอร์กิสถาน ทาจิกิสถาน และอัฟกานิสถาน เป็นประเทศที่ลงท้ายด้วยสถานและล้อมรอบด้วยประเทศ “สถาน” ทุกด้าน

(ภาพประกอบจาก wikitravel.org)

ปัจจุบันมีสายการบิน Uzbelistan Airways บินตรงระหว่างกรุงเทพฯ กับกรุงทาชเคนต์ สัปดาห์ละ 2-3 เที่ยว ใช้เวลาประมาณ 6-7 ชั่วโมงเท่านั้นเอง สะดวกมากมาย

รูปนี้หวาดเสียว ตกไปคอหักมั้ยเนี่ย

สนามบินทาชเคนต์มีตึกเก่าแก่คู่กับตึกสมัยใหม่ ตึกเก่าแก่สภาพคล้าย ๆ สถานีรถไฟมากกว่าซึ่งดูคลาสิกดี แต่ที่เห็นในภาพคือตึกใหม่ทันสมัย ไม่งดงามสะดวกสบายเหมือนสุวรรณภูมิบ้านเรา

วันนั้นผมมาถึงกรุงทาชเคนต์ราวบ่ายสาม เรามีเวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงในการชมเมืองก่อนขึ้นรถไฟเที่ยวสองทุ่ม 20 นาที เพื่อไปยังเมืองบูคาราอันเป็นจุดหมายแรกของทริปนี้ เราเหมาแท็กซี่ในราคา 25 USD ต่อ 4 ชั่วโมง เพื่อไปชะโงกชมเมืองหลวงแห่งนี้กันเท่าที่เวลาจะอำนวย

ประเทศ อุซเบกิสถานและประเทศอื่นในภูมิภาคนี้รับศาสนาอิสลามมาจากพวกอาหรับในยุคการ ค้าตามเส้นทางสายไหม ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีสิ่งก่อสร้างที่สวยงามทางศาสนา เช่นมัสยิด โรงเรียนสอนศาสนา หอคอย อยู่ทั่วไป

ทาชเคนต์เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ในอดีต สหภาพโซเวียต ซึ่งใช้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางในการปกครองแถบเอเชียกลางทั้งหมด จึงผสมผสานระหว่างอาคารบ้านเรือนสมัยเก่าแบบอุซเบก กับเขตเมืองใหม่ที่สร้างขึ้นในยุคโซเวียต

ใจกลางเมืองเป็นจัตุรัสขนาดใหญ่ มีถนนล้อมรอบเหมือนเป็นวงเวียน ตรงกลางจัตุรัสเป็นรูปปั้นของบุคคลสำคัญในท่าขี่ม้า ท่านนี้คือเอมีร์ ติมูร์ (Amir Timur) อดีตนักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยแผ่ขยายดินแดนไปจนถึงอินเดีย เปอร์เซีย คาบสมุทรอาหรับ รัสเซีย ท่านเป็นปู่ทวดของพระเจ้าบาบูร์ต้นราชวงศ์โมกุล (หรือมองโกล) ที่ปกครองอินเดียเป็นเวลาหลายร้อยปี

ติมูร์เป็นทั้งนักรบผู้ทำลายล้างและเป็นผู้พิทักษ์งาน ศิลปะในขณะเดียวกัน เมื่อรบชนะเมืองใดจะเผาเมืองนั้นจนราบ และนำช่างฝีมือกลับดินแดนเอเชียกลางซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองซามาร์คานด์ (Samarkand) ช่างฝีมือที่เกณฑ์มาสรรค์สร้างอาคารขนาดใหญ่มหึมาที่มีความงดงามวิจิตร พิสดารทั่วทั้งเมืองซึ่งเราจะได้ชมในตอนต่อไป

เมื่อประเทศในเอเชียกลางได้รับเอกราช แต่ละประเทศจึงพยายามหาเอกลักษณ์ของชาติตัวเองขึ้นมา มีการฟื้นฟูประเพณีท้องถิ่นดั้งเดิม ภาษา ดนตรี ศิลปะ ต่างกลับไปค้นหน้าประวัติศาสตร์ของตน แล้วยกย่องเชิดชูบุคคลสำคัญในอดีตขึ้นเป็นวีรบุรุษของชาติเพื่อสร้างความ ภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติตัวเอง บางประเทศต้องขุดบุคคลในตำนานเมื่อพันกว่าปีก่อนมาเป็นวีรบุรุษของ ชาติกันเลยทีเดียว

ในสมัยที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต ที่ตั้งของอนุสาวรีย์ของท่านติมูร์เคยเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ของคาร์ล มาร์กซ์ เจ้าลัทธิมาร์ซิสต์ ต้นกำเนิดระบอบคอมมิวนิสต์ จนเมื่อประกาศอิสรภาพ จึงยกย่องเชิดชูเอมีร์ ติมูร์ให้เป็น national hero แทน ในขณะที่ประวัติศาสตร์โลกกลับจารึกชื่อของติมูร์ว่าเป็นนักรบกระหายเลือดและ สงคราม

รอบ ๆ วงเวียนติมูร์มีอาคารสำคัญ ๆ หลายแห่งที่ผสมผสานศิลปะแบบอิสลามเข้ากับความทันสมัยแบบรัสเซีย

พิพิธ ภัณฑ์เอมีร์ ติมูร์อยู่มุมหนึ่งรอบวงเวียน อาคารดูสะดุดตาเหมือนมัสยิดมากกว่า มีโดมขนาดใหญ่สีฟ้า อาคารหลังนี้ปรากฏบนธนบัตรราคาหนึ่งของอุซเบกิสถานด้วย ภายในแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่ของติมูร์ และประธานาธิบดีคนแรกและคนปัจจุบัน นายอิสลาม คาริมอฟ

โรงแรมอุซเบกิสถาน (Hotel Uzbekistan) อีกหนึ่งอาคารที่อยู่รอบจัตุรัสเอมีร์ ติมูร์

ไม่ไกลนักจากจัตุรัสเอมีร์ตีมูร์ จะเป็นจัตุรัสแห่งอิสรภาพ (Independence Square หรือในภาษาท้องถิ่นว่า Mustakilik maydoni) เป็นจัตุรัสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอดีตสหภาพโซเวียต ในอดีตเป็นลานกว้างไว้ทำกิจกรรมทางสังคมเช่นการสวนสนาม การชุมนุมต่าง ๆ แต่ในปัจจุบันมีการปลูกต้นไม้จนดูเหมือนเป็นสวนสาธารณะมากกว่า

ปากทางเข้าทำเป็นเสาโรมัน เหนือประตูทางเข้าทำเป็นรูปนกกระทุง (pelicans) บินเหนือลูกโลก ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี

เมื่อเดินตรงเข้ามาเรื่อย ๆ จะเห็นลูกโลกสีทองที่แสดงแผนที่ประเทศอุซเบกิสถาน มีรูปปั้นแม่กำลังอุ้มลูกทารกอย่างมีความสุข เป็นเครื่องแสดงถึงอิสรภาพของชาวอุซเบก เดิมที่ตรงนี้เป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ของเลนิน แต่หลังประกาศอิสรภาพในปี ค.ศ. 1991 จึงถูกแทนที่ด้วยแท่งลูกโลกที่เห็น

มุมหนึ่งของสวนเป็นอนุสรณ์สถานของทหารสี่แสนนายที่เสีย ชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สอง ตรงกลางเป็นรูปปั้นของหญิงแก่กำลังร้องไห้ ด้านหน้าเป็นเปลวเพลิงที่ลุกตลอดเวลา

ทางเดินสองข้างทำเป็นชานไม้ด้านในเป็นแผ่นทองบรรจุรายชื่อทหารที่เสียชีวิตจำนวนมากมาย

ป้่ายจารึกชื่อทหารที่เสียชีวิต ทำไมมากมายขนาดนี้ นี่แค่คอกเดียวนะ มีแบบนี้อีกเป็นสิบ ๆ

ภายในจัตุรัสยังสร้างเป็นอาคารที่ทำการวุฒิสภาที่เพิ่งสร้างใหม่ มีรูปร่างคล้ายกับอาคารวุฒิสภาของอเมริกา แต่สร้างให้ใหญ่โตกว่า

แท็กซี่พาเราไปยังจุดหมายต่อไปซึ่งเป็นเขตเมืองเก่า คือที่จัตุรัสคาสต์อิมาม (Khast-Imam Square) ที่นี่มีหลายอาคารซึ่งเป็นศูนย์กลางศาสนาอิสลามของเมือง มีทั้งมัสยิด โรงเรียนสอนศาสนา สุสานบุคคลสำคัญในอดีต สำนักงานใหญ่ศาสนาอิสลามแห่งชาติ มองไปทางไหนจะเห็นโดมสีฟ้าอมเขียวเด่นสะดุดตาเต็มไปหมด

อาคารตรงกลางสุดชื่อว่าบารัคข่านมาดราซา (Barak-khan madrasah) สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ภายในแบ่งเป็นห้อง ๆ มี 35 ห้อง เดิมเคยใช้เป็นห้องเรียนหรือห้องนอนสำหรับนักศึกษาศาสนาอิสลาม

คำ ว่ามาดราซา (madrasah) คือโรงเรียนหรือวิทยาลัยสอนศาสนาอิสลาม คงคล้าย ๆ กับโรงเรียนปอเนาะทางภาคใต้ของเรา นักเรียนที่เรียนมักจะกินอยู่หลับนอนในโรงเรียนเหมือนเป็นโรงเรียน ประจำ ส่วนใหญ่จะสร้างเป็นอาคารล้อมรอบลานกลางแจ้งตรงกลาง ภายในแบ่งเป็นห้องเล็ก ๆ เป็นที่พักและห้องเรียนสำหรับนักเรียน

ประตูทางเข้าประดับลวดลายพันธุ์พฤกษาและเรขาคณิตอย่างสวยงาม

ปัจจุบันห้องเล็ก ๆ ภายในที่เคยเป็นห้องเรียนหรือหอสำหรับนักเรียนกลายเป็นร้านกิฟต์ช็อปไปหมดแล้ว ของเค้าก็น่าซื้อ ราคาไม่แพง

ตะเกียงอาลาดินนี่ก็เก๋ดี แต่แบกใส่กระเป๋ากลับมาไม่ไหว

ฝั่งตรงข้ามกันเป็นมัสยิดประจำเมือง ภายในมีห้องสมุดอิสลาม เป็นที่เก็บพระคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเชื่อกันว่าเก่าแก่ที่สุดในโลก ถูกส่งต่อไปเก็บรักษาไว้ตามแต่ใครมีอำนาจ เคยไปอยู่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก จนกระทั่งรัสเซียส่งคืนให้ในปี ค.ศ. 1989 เพื่อแสดงถึงมิตรภาพอันดีต่อกัน

บางอาคารก็เป็นสุสานของบุคคลสำคัญในศาสนาอิสลามในอดีต เก่าแก่กว่า 400 ปีก็มี แต่ได้รับการบูรณะให้อยู่ในสภาพดีเหมือนใหม่

ชอบโดมสีนี้จริง ๆ เป็นสีน้ำเงินอมเขียว ภาษาอังกฤษเรียกว่าสี turquoise ไม่ทราบว่าภาษาไทยเรียกว่าสีอะไร
ถ้าแดดจัีดจะออกฟ้า ถ้าแดดร่มยามเย็นจะออกเขียวเข้ม

จุดหมายต่อไปคือศูนย์กลางเขตเมืองเก่าที่ตลาดชอร์ซู (Chorsu Bazaar) เป็นย่านการค้าเก่าแก่ตั้งแต่สมัยโบราณ รัสเซียสร้างโดมขนาดใหญ่เพื่อให้เป็นตลาดในร่ม ไม่ต้องตากแดดอันร้อนระอุ ข้างในมีสองชั้น แต่รอบ ๆ ยังเต็มไปด้วยร้านค้าต่าง ๆ

รอบ ๆ ตลาด ซื้อขายกันแบบแบกะดินเลย

พรมสวย ๆ จ้า รับซักผืนมั้ยจ๊ะ

ข้าง ๆ กัน มีอาคารช้อปปิ้งทันสมัย ไม่ต้องตากแดดร้อน ๆ อีกต่อไป

ไม่ไกลจากตลาดชอร์ซู เป็นมาดราซาอีกแห่งชื่อว่า คูลเคลดาช (Kukeldash Madrasah) สร้างขึ้นในกลางศตวรรษที่ 16

ยุคที่อยู่ภายใต้สหภาพโซเวียต ที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นที่เก็บของและพิพิธภัณฑ์ ปัจจุบันถูกรื้อฟื้นเป็นโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามอีกครั้ง ภายในมี 38 ห้อง ซึ่งรองรับนักเรียนได้ถึง 250 คน เพื่อศึกษาศาสนาอิสลามเป็นเวลาสามปีตามหลักสูตร

ประตูทางเข้า

ลวดลายที่บานประตู ประดับด้วยลวดลายพันธุ์พฤกษา รูปทรงเรขาคณิต และภาษาอารบิก

เยื้อง ๆ กันเป็นมัสยิดใหญ่ประจำเมือง

ทุกวันศุกร์คนมาละหมาดจะแน่นออกมาจนเต็มลาน
ด้านหน้ามีคนตั้งโต๊ะขายของ เดี๋ยวเราไปชมใกล้ ๆ กัน

ตั้งโต๊ะเหมือนขายน้ำหอม แอบกดรูปเร็ว ๆ คนขายโวยวายใหญ่ เลยรีบเดินหนีดีกว่า

เขตเมืองเก่าจะเห็นบ้านดินปลูกสร้างตามตรอกแคบ ๆ ชวนหลงทาง แต่ที่นี่เดินไปไหนรู้สึกมีความปลอดภัยสูง ผู้คนเป็นมิตรมาก ๆ เดินผ่านเค้าจะเอามือขวามทาบอกแล้วพูดว่าอัสลามาลัยกุม ซึ่งเป็นคำทักทายของชาวมุสลิมทั้งโลก

ถนนแบบรัสเซียในเขตเมืองใหม่หน้าตาแบบนี้ ถนนกว้าง ๆ ปลูกต้นไม้ร่มรื่น

ร้านอาหารในทาชเคนต์ อลังการมาก แต่ราคาไม่แพงเลย กินดีขนาดนี้ จ่ายไปแค่ 4 USD หรือประมาณ 120 บาท นับว่าค่าครองชีพถูกมากทีเดียว

ได้เวลาขึ้นรถไฟเพื่อไปยังจุดหมายของเราที่เมืองบูคารา เป็นตู้นอน ตู้หนึ่งนอนได้สองคน เค้าพับเบาะนั่งลงมาเป็นเตียง มีผ้าปูเตียงสวยงาม ใต้ที่นั่ง (หรือที่นอน) เป็นที่เก็บสัมภาระ ภายในมีแอร์เย็นสบาย รถไฟออกจากทาชเคนต์ประมาณสองทุ่มกว่า ไปถึงเมืองบูคาราเจ็ดโมงเช้าวันรุ่งขึ้น นับเป็นประสบการณ์นอนบนรถไฟที่แปลกใหม่จริง ๆ

เตียงนอนอีกรูป

คืนนี้ขอลาไปด้วยภาพเด็กน้อยชาวอุซเบก ดูแล้วช่วยวิจารณ์ว่าหน้าตาแบบนี้ออกไปทางแขก จีน หรือฝรั่ง กันแน่

แล้วพบกันใหม่ตอนหน้ากับเมืองบูคารา พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ยังมีชีวิตครับ

ติดตามเรื่องราวอื่นๆของ Cherokee1 ได้ที่
Cherokee ท่องโลกกับโปสการ์ด
Cherokee on Facebook

Tags: , , , , , , ,

Readers Comments (View Comments)




blog comments powered by Disqus

หากต้องการนำส่วนใดส่วนหนึ่งของเว็บ Meekaorussia.com ไปเผยแพร่ ตีพิมพ์ กรุณาติดต่อ pooh@meekaorussia.com เพื่อขอรับลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง ข้อตกลงการใช้งานและลิขสิทธิ์

กระดานสนทนา
สารบัญเว็บ
ลงทะเบียนคนไทยกับสถานทูต
ทุนรัฐบาลรัสเซีย
ฟังวิทยุจากรัสเซีย
ดูทีวีรัสเซีย

Photo from Russia

dsc09551

เรื่องที่น่าสนใจ