Monday, November 20th, 2017

อุซเบกิสถาน ตอนที่ 2 บูคารา พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ยังมีชีวิต ภาค ๑ – Cherokee1@Pantip

Published on ธันวาคม 28, 2011 by VladiPooh   ·   View Comments

สวัสดีครับ วันนี้มาต่ออุซเบกิสถานตอนที่ 2 กันนะครับ วันนี้จะพาไปเที่ยวเมืองมรดกโลกที่เป็นเมืองใหญ่บนเส้นทางสายแพรไหมโบราณ มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนานกว่า 2500 ปี หากพร้อมแล้ว เดินทางต่อกันเลยครับ
บูคารา อุซเบกิสถาน

ผมเรียบเรียงเรื่องของบูคาร่าไว้ค่อนข้างยาว เพื่อเป็นการบันทึกความทรงจำส่วนตัวก่อนจะลืมเลือนไปกับกาลเวลา เลยขอทยอยแบ่งเป็นสองภาคเพื่อไม่ให้โหลดหนักเกินไป มาติดตามภาคแรกกันก่อนครับ

บูคารา (Bukhara) เป็นเมืองโอเอซิสท่ามกลางทะเลทราย เป็นจุดศูนย์กลางสำคัญทางการค้าบนเส้นทางสายแพรไหม เป็นจุดแวะพักของกองคาราวาน เป็นศูนย์กลางของศาสนาอิสลามในเอเชียกลาง เป็นเมืองมรดกโลกขององค์การยูเนสโก้ บูคาร่าเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ยังมีลมหายใจ ผู้คนที่นี่ยังมีวิถีชีวิตไม่แตกต่างจากเมื่อหลายร้อยปีก่อน บรรยากาศในเขตเมืองเก่า ให้ความรู้สึกย้อนยุคเหมือนท่ามกลางขบวนคาราวาน ทั้งสภาพบ้านเรือน ร้านค้า การแต่งกายของผู้คน ราวกับว่านาฬิกาได้หยุดเดินเมื่อห้าร้อยปีก่อน ณ นครแห่งนี้

บูคารา อุซเบกิสถาน

ชื่อเมืองบูคาราเชื่อว่าอาจจะมาจากภาษาเปอร์เซียโบราณว่า บูคารัค (Bukharak) ซึ่งแปลว่าสถานที่แห่งความสุขความโชคดี บางตำราบอกว่ามาจากภาษาสันสกฤตว่าวิหารา (Vihara) ซึ่งก็คือวิหารในภาษาไทยนั่นเอง (จริง ๆ เสียง ค ควายในภาษาอาหรับจะออกคล้าย ๆ เสียง ฮ นกฮูก แบบขากเสมหะ บูคารา จะออกเสียงคล้าย ๆ บูฮารา ซึ่งคล้ายคลึงกับคำว่าวิฮาราหรือวิหารนั่นเอง) ที่มานี้มาจากความเชื่อที่ว่าดินแดนแถบนี้เคยเป็นเมืองที่ประชาชนนับถือพุทธ ศาสนามาก่อนที่อิสลามจะเข้ามามีอิทธิพลในคริสต์ศตวรรษที่ 8

เมือง นี้ถูกรุกรานและผลัดเปลี่ยนกันครอบครองหลายครั้ง ตั้งแต่กองทัพกรีกของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เปอร์เซีย มองโกล เติร์ก ใครมาทีก็เผาที เผาแล้วก็สร้างขึ้นใหม่ตรงที่เดิม ทำให้พื้นดินและประวัติศาสตร์ที่นี่ซ้อนทับกันหลายระนาบ

บูคารา อุซเบกิสถาน

ยุคทองของบูคาราคือในศตวรรษที่ 10-12 เมื่อถูกปกครองด้วยราชวงศ์ซามานิดของเปอร์เซีย ในยุคนี้มีประชากรอาศัยหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียกลาง มีนักคิด นักปรัชญาที่มีชื่อเสียงหลายท่านอาศัยอยู่ในบูคารา เป็นคู่แข่งกับแบกแดดในด้านความเจริญและความเป็นศูนย์กลางของศาสนาอิส ลาม ในศตวรรษที่ 13 เจงกิสข่านยาตราทัพจากทุ่งหญ้าทางตอนเหนือเผาทำลายทุกเมืองที่ผ่าน จนมาถึงบูคาราซึ่งประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับเมืองอื่น ๆ เมืองทั้งเมืองถูกเผาทำลายจนราบ ยกเว้นเพียงสามแห่งที่ไม่ถูกทำลาย ซึ่งเราจะได้เห็นกันต่อไป

บูคาราค่อย ๆ ฟื้นตัว จนถึงศตวรรษที่ 16-18 จึงกลับสู่ความรุ่งเรืองสูงสุดอีกครั้ง ในยุคนี้มีการสร้างอาคารต่าง ๆ ขึ้นใหม่หลายหลังอย่างวิจิตรอลังการด้วยเทคโนโลยีที่มีในสมัยนั้นราวกับต้อง การข่มอาคารที่สร้างมาก่อนหน้านี้
อาคารที่เราเห็นในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นอาคารที่สร้างในยุคนี้ทั้งนั้น

บูคารา อุซเบกิสถาน

เราเดินทางมาจาก Tashkent โดยทางรถไฟ ถือว่าสะดวกสบายระดับหนึ่ง รถไฟออกจาก Tashkent 20:20 น. มาถึง Bukhara 7 โมงเช้าพอดี ไกด์ท้องถิ่นมารับเราถึงสถานีซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณสิบ กิโลเมตร แล้วขับตรงไปยังโรงแรมที่เราจะพักคืนนี้

โรงแรมที่ เราพักชื่อ Hotel Amelia ถือเป็นโรงแรมระดับสามดาว แต่คุณภาพนี่ผมให้สี่ดาวเลยทีเดียว ดูจากภายนอกแล้วแอบกลัวนิดหน่อยว่าจะสกปรกเต็มไปด้วยฝุ่นดินแดง แต่พอเข้าไปข้างในแล้วบรรยากาศคนละเรื่องเลย

บูคารา อุซเบกิสถาน

ภายในเป็นอาคารไม้มีสองชั้น

บูคารา อุซเบกิสถาน

ห้องนั่งเล่นชั้นสอง

บูคารา อุซเบกิสถาน

ห้องนอนก็ดูดีมาก ตกแต่งเหมือนอยู่ในนิทานเรื่องอาหรับราตรีเลยทีเดียว แม้แต่โคมไฟหัวเตียงยังเป็นรูปอาคารแบบอิสลามที่เราจะได้ไปเห็นใน วันนี้อีกด้วย ห้องน้ำก็สะอาดใช้ได้ทีเดียว

โรงแรมที่นี่ดี มาก สามารถให้เราเช็คอินได้เลย ซึ่งสิ่งแรกที่อยากทำที่สุดคืออาบน้ำ ตั้งแต่เครื่องบินลงเมื่อวานจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น เรายังไม่มีโอกาสอาบน้ำเลย ได้แต่ล้างหน้าแปรงฟันบนรถไฟเท่านั้น ไกด์ปล่อยให้เราทำธุระส่วนตัวกัน แล้วนัดเวลามารับตอน 8 โมงครึ่ง ปล่อยพวกเราอาบน้ำ ต้มมาม่าทานเป็นอาหารเช้าของวันกันก่อนจะเริ่มทัวร์ชมเมือง

บูคารา อุซเบกิสถาน

ไกด์เล่าว่าที่นี่ในอดีตจะมีพวกขโมยปล้นบ้านเยอะ ชาวบ้านจึงสร้างบ้านให้เมื่อมองจากภายนอกแล้วดูธรรมดาเพื่อไม่ให้เป็น เป้าสายตาของโจร แต่พอเข้าไปข้างในถึงเห็นว่าแต่ละบ้านมีฐานะร่ำรวยเพียงใดจากการ ประดับประดาตกแต่งภายใน นี่คงเป็นเหตุผลที่หน้าโรงแรมกับในโรงแรมถึงได้ผิดกันลิบลับ

บูคารา อุซเบกิสถาน

ไกด์ของเราชื่อมอนซูร์ อายุ 32 ปี แต่มีลูกชายอายุ 11 ขวบแล้ว รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาหนักไปทางอินเดียมากกว่าคนอุซเบกที่เราพบทั่วไป มอนซูร์พูดภาษาอังกฤษดีมากและมีความรู้ในเรื่องที่บรรยายเป็นอย่างดี ตลอดทั้งวันได้รับความรู้มากมายทีเดียว เสียดายที่เราไม่ได้เอาสมุดจดไปด้วย เพราะสิ่งที่เขาเล่าเยอะมาก จำมาเล่าต่อไม่หมด เยอะกว่าหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับอุซเบกิสถานเสียอีก

เขต เมืองเก่าบูคารามีขนาดไม่ใหญ่มาก สามารถเดินถึงกันได้หมด (แต่ขอแนะนำว่าให้ออกกำลังด้วยการเดินหรือวิ่งก่อนไปเพราะต้องเดิน เยอะมาก) มีอาคารบ้านเรือนให้ชมมากมาย มอนซูร์บอกว่ามีอาคารสำคัญอยู่ถึงพันแห่ง แต่เราดูเฉพาะที่สำคัญ ๆ ประมาณ 20 แห่งน่าจะได้ภายในวันเดียว อาคารส่วนใหญ่ที่สำคัญ ๆ จะเกี่ยวข้องศาสนาอิสลามหรือไม่ก็เกี่ยวข้องกับการค้าขายบนเส้นทางสายไหม ประกอบด้วย มัสยิด โรงเรียนสอนศาสนาที่เรียกว่ามาดราซา (madrasah) สุสานบุคคลสำคัญ (mausoleum) ที่พักของกองคาราวาน ซึ่งเรียกว่าคาราวานซาราย (caravanserai) พระราชวัง

เอารูปห้องอาหารเช้าของโรงแรมให้ชมก่อน

บูคารา อุซเบกิสถาน

จาก โรงแรม เราออกเดินเท้าไปตามถนนแคบ ๆ ไม่นาน จนพบสระน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ที่แห่งนี้คือศูนย์กลางของเมืองตั้งแต่สมัยโบราณ ชาวบ้านใช้ที่แห่งนี้เป็นที่พบปะสังสรรค์ ยามเย็นหลังตะวันลับขอบฟ้า บริเวณโดยรอบจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คน หนุ่มสาวใช้เป็นที่นัดพบ เด็ก ๆ ใช้เป็นที่วิ่งเล่น ผู้สูงวัยนั่งจิบชาเล่นหมากรุก หลังจากที่ธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มเติบโตมากขึ้น เนื้อที่รอบสระจึงถูกพัฒนาเป็นร้านอาหารสำหรับนักท่องเที่ยว ผมไม่แน่ใจว่ามีชาวบ้านมานั่งทานอาหารด้วยหรือเปล่า อาจจะเหมือนเราไปทานอาหารนอกบ้านเปลี่ยนบรรยากาศ

บริเวณนี้เรียกว่าลาบีเฮาส์ (Labi Haus) แปลว่า around the pond

บูคารา อุซเบกิสถาน

มีเป็ดว่ายน้ำเล่นหลายตัวเลย

บูคารา อุซเบกิสถาน

อูฐ พาหนะที่ใช้ในกองคาราวาน มีความอดทนต่อความแห้งแล้งสูง

บูคารา อุซเบกิสถาน

รูปปั้นที่อยู่รายรอบสระ เหมือนอยู่ในเทพนิยายพันหนึ่งทิวาอาหรับราตรี

บูคารา อุซเบกิสถาน

บริเวณรอบ ๆ สระประกอบไปด้วยอาคารสำคัญสามด้าน ด้านตะวันออกเป็นมาดราซา ชื่อว่า นาเดียร์ ดิวาน-เบกี มาดราซา (Nadir Divan-Begi Madrasah) ซึ่งตั้งชื่อตามขุนนางที่ดูแลด้านการเงินในสมัยนั้น

ทบทวนความทรงจำกันหน่อย มาดราซา (madrasah) คือโรงเรียนหรือวิทยาลัยสอนศาสนาอิสลาม นักเรียนที่เรียนมักจะกินอยู่หลับนอนในโรงเรียนเหมือนเป็นโรงเรียนประจำ สร้างเป็นอาคารล้อมรอบลานกลางแจ้งตรงกลาง ภายในแบ่งเป็นห้องเล็ก ๆ เป็นที่พักและห้องเรียนสำหรับนักเรียน

บูคารา อุซเบกิสถาน

โดย ปกติแล้ว ศาสนาอิสลามห้ามสร้างรูปเคารพ โดยเฉพาะรูปสิ่งมีชีวิต รูปคนและสัตว์ต่าง ๆ การตกแต่งจึงเลี่ยงไปใช้ลวดลายต้นไม้ ดอกไม้ พันธุ์พฤกษา ลวดลายทางเรขาคณิต หรือเป็นตัวอักษรอารบิก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากคัมภีร์อัลกุรอาน

บูคารา อุซเบกิสถาน

แต่ที่นี่คนสร้างไม่แน่ใจว่าคิดอย่างไรถึงท้าทายจารีต นิยมโดยการประดับประตูทางเข้าด้วยกระเบื้องเคลือบเป็นรูปหงส์คู่ (Phoenix birds) ใต้หงส์ยังมีรูปกวางสีขาวอีกสองตัวทำท่ากำลังเล็มหญ้าอยู่ อาจจะเป็นด้วยว่าเคยมีตัวอย่างการสร้างรูปแบบนี้มาก่อนแล้วในเมือง ซาร์มาคานด์ (ซึ่งเราจะได้เห็นกันต่อไป) เขาเลยแค่เลียนแบบเท่านั้น

บูคารา อุซเบกิสถาน

เดิมที คนสร้างตั้งใจสร้าง มาดราซา นาเดียร์ ดิวาน-เบกี ให้เป็นคล้าย ๆ กับโรงเตี๊ยมในหนังจีนเพื่อเป็นที่พักของพวกกองคาราวาน แต่ตอนทำพิธีเปิดอันยิ่งใหญ่ได้เชิญเจ้าผู้ครองนครมาร่วมด้วย แต่คนสร้างดันไม่ได้แอบกระซิบให้ทราบก่อนว่านี่คือโรงแรมนะจ๊ะ เมื่อเจ้าเมืองเห็นแล้วถึงกับเอ่ยปากชมในความงามว่าช่างเป็นมาดราซาที่สวย งามมาก คำพูดของเจ้าเมืองถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องไม่สามารถโต้แย้งได้ ขุนนางคนนั้นเลยเกิดอาการอึ้งกิมกี่ จึงจำใจต้องเปลี่ยนจากคาราวานซารายให้เป็นมาดราซาแทน

ปัจจุบัน นี้มาดราซาแห่งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นโรงเรียนสอนศาสนาอีกต่อไป ห้องต่าง ๆ ภายในได้ถุกแปลงเป็นร้านขายของสำหรับนักท่องเที่ยวหมดแล้ว

บูคารา อุซเบกิสถาน

ฝั่งตะวันตกของสระเป็นอาคารอีกหลังซึ่งสร้างเป็นที่พัก สำหรับนักเดินทางที่เป็นนักบวชในศาสนาอิสลาม สร้างโดยนาเดียร์ ดิวาน-เบกี และเรียกชื่อเดียวกันกับมาดราซา ด้านเหนือเป็นมาดราซาอีกแห่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมือง ชื่อว่าคูเคลดาช (Kukeldash madrasah)

บูคารา อุซเบกิสถาน

ด้านหน้ามาดราซานาเดียร์ ดิวาน-เบกี มีรูปปั้นของนัสรูดิน (Nesruddin) ขี่ลา มือซ้ายยกมือทักทาย มือขวาจับที่หน้าอก ซึ่งเป็นกิริยาการต้อนรับของชาวอุซเบกิสถาน ตัวนัสรูดินเองเป็นบุคคลในนิทานพื้นบ้านของอิสลาม มีลักษณะคล้าย ๆ กับศรีธนญชัยบ้านเรา เป็นคนฉลาดแต่แกล้งโง่ เขามีอุบายเพื่อสั่งสอนคน บางเรื่องคมคายชวนคิด บางเรื่องก็เอาฮาอย่างเดียว หลายประเทศอ้างว่านัสรูดินเกิดในประเทศของตนรวมทั้งอุซเบกิสถานด้วย เรื่องราวของเขาถูกบอกเล่าต่อ ๆ กันปากต่อปากเป็นนิทานพื้นบ้าน และถ่ายทอดเป็นหนังสือแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากมายรวมทั้งภาษาไทย ลองหาอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเล่าของนัสรูดินจะได้ข้อคิดดี ๆ เยอะแยะทีเดียว

บูคารา อุซเบกิสถาน

คลองเล็ก ๆ ที่เห็นเป็นตัวเชื่อมแหล่งน้ำไปยังชุมชน

บูคารา อุซเบกิสถาน

มัสยิดมากอคิ-อัตตาริ (Magoki-Attari mosque) เป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในบูคารา อยู่ไม่ไกลจากลาบีเฮาส์ ถ้าดูจากภาพ ทางด้านขวาคือระดับถนนในปัจจุบัน ตัวอาคารอยู่ใต้ระดับถนนลงไปถึงสามชั้น เดิมเคยเป็นวิหารในศาสนาโซโรอัสเตอร์ของพวกเปอร์เซียโบราณ และอาจจะเคยเป็นวัดในพุทธศาสนามาก่อนนั้นด้วย เมื่อพวกอาหรับบุกมายึด จึงได้เปลี่ยนให้เป็นมัสยิดในศาสนาอิสลาม ภายในมีการขุดให้เห็นถึงซากชั้นในเมื่อครั้งยังเป็นวิหารโซโรอัสเตอร์อยู่

บูคารา อุซเบกิสถาน

มัสยิดแห่งนี้เป็น 1 ใน 3 สิ่งก่อสร้างที่ไม่ถูกทำลายโดยกองทัพมองโกลของเจงกิสข่านในศตวรรษที่ 13 เนื่องจากอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นและถูกกลบด้วยพายุทราย

ชาวยิวเคยใช้ มัสยิดแห่งนี้เป็นที่ประกอบศาสนพิธีในศาสนายูดายก่อนที่จะมีการสร้างโบสถ์ ขึ้นเป็นของตัวเอง แสดงให้เห็นว่าคนสมัยโบราณอยู่ร่วมกันได้ถึงขนาดใช้ศาสนสถานร่วมกัน ถึงแม้จะมีความเชื่อแตกต่างกันก็ตาม

บูคารา อุซเบกิสถาน

สมัยโบราณก็มีห้างสรรพสินค้าเช่นเดียวกับปัจจุบัน ปัจจุบันห้างสรรพสินค้ามักตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนตรงสี่แยกที่เป็นจุด ตัดของถนนสำคัญ สมัยโบราณก็เช่นเดียวกัน ตรงจุดที่ถนนสายหลักตัดกันจะสร้างเป็นโดมขนาดครอบตรงกลาง พ่อค้าแม่ค้าจะนำของมาวางขายกัน ลักษณะเช่นนี้ช่วยให้เกิดร่มเงา อากาศถ่ายเท มีลมพัดอ่อน ๆ เป็นการหลบเลี่ยงจากอากาศร้อนกลางแจ้ง ชาวบ้านจะได้มาจับจ่ายใช้สอยเดินเล่นอย่างสบาย

บูคารา อุซเบกิสถาน

โดมลักษณะดังกล่าวเรียกว่าโดมการค้า (trading dome) สมัยก่อนมีห้าโดมด้วยกัน แต่ปัจจุบันเหลือเพียงสามเท่านั้น

มีโดมหนึ่งมีชื่อเรียกว่าโดมของร้านแลกเปลี่ยนเงินตรา เพราะสมัยก่อนในยุคเส้นทางสายแพรไหม พ่อค้าจากประเทศต่าง ๆ นำสินค้ามาขาย บางคนไม่ได้เดินทางตลอดเส้นทาง จะมีพ่อค้าคนกลางมารับช่วงสินค้าเพื่อนำไปขายต่อ ก่อนจะเดินทางกลับบ้านเมืองตัวเอง พ่อค้าเหล่านี้จะแลกเงินให้เป็นเงินตราของชาติตัวเองกลับบ้าน จึงต้องมีร้านรับแลกเงินอยู่ ปัจจุบันไม่เหลือร้านแลกเงินให้เห็นในโดมนั้นแล้ว กลายเป็นร้านขายของสำหรับนักท่องเที่ยวไปหมด

บูคารา อุซเบกิสถาน

แม่ค้าชาวอุซเบกขายของอยู่ในโดม สวยไหมครับ

บูคารา อุซเบกิสถาน

ร้านนี้ขายพรมแบกะดิน

บูคารา อุซเบกิสถาน

ไม่ค่อยมีลูกค้าก็นั่งเล่นหมากรุกกันไปพลาง ๆ

บูคารา อุซเบกิสถาน

ร้านนี้เป็นร้านเสื้อเก่าแก่ของคนบูคาราดั้งเดิม ไกด์บอกว่าพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ที่มาขายของในปัจจุบันไม่ใช่คนพื้นเมือง ยกเว้นร้านนี้ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

บูคารา อุซเบกิสถาน

คนนี้คือภรรยาเจ้าของ เค้าจะปักด้วยมือทีละเส้น ๆ

บูคารา อุซเบกิสถาน

ชุดที่เห็นเป็นชุดเจ้าบ่าว เรียกว่าใครแต่งงานในเมืองจะต้องมาเช่าชุดจากร้านนี้

จริง ๆ เค้าให้ผมลองใส่ชุดด้วย แต่ไม่กล้าเอามาลง ตี๋ใส่ชุดแขก ฮ่า ๆๆ

บูคารา อุซเบกิสถาน

เดินมาอีกไม่ไกลจะเห็นมาดราซาสองหลังตั้งประชันหน้ากัน ฝั่งหนึ่งสร้างโดยอูลุกเบก (Ulugbek) ซึ่งเป็นหลานของติมูร์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1417 เป็นมาดราซาที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียกลาง อูลุกเบกมีชื่อเสียงในฐานะเป็นนักดาราศาสตร์มากกว่าเป็นนักปกครอง ท่านสนใจและส่งเสริมการค้นคว้าหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ท่านสร้างมาดราซาเพื่อเป็นสถานศึกษาทั้งหมด 3 แห่งด้วยกัน ที่บูคาราสร้างขึ้นเป็นแห่งแรกท่ามกลางกระแสอนุรักษ์นิยมของพวกเคร่งศาสนา มาดราซาอูลุกเบกที่บูคารามีขนาดและสัดส่วนสวยงาม เหนือประตูมีสลักข้อความว่า “การเรียนรู้เป็นหน้าที่ของชาวมุสลิมทุกคนไม่ว่าชายหรือหญิง” ซึ่งสะท้อนถึงความคิดอันเป็นวิทยาศาสตร์ของท่าน

บูคารา อุซเบกิสถาน

ฝั่งตรงข้ามกันเป็นมาดราซาอีกแห่ง ชื่อว่า Abdullazis-khan Madrasah สร้างขึ้นกลางศตวรรษที่ 17 มีขนาดใหญ่กว่ามาดราซาอูลุกเบกและหรูหราอลังการกว่า เป็นมาดราซาขนาดใหญ่หลังสุดท้ายที่สร้างขึ้นในบูคารา ปัจจุบันกำลังได้รับการซ่อมแซมให้งดงามดังเดิม

บูคารา อุซเบกิสถาน

โค้งเหนือช่องประตูทำเป็นเหมือนรวงผึ้งหรือหินย้อย

บูคารา อุซเบกิสถาน

ด้านหน้าปูโมเสกเป็นรูปแจกันดอกไม้

บูคารา อุซเบกิสถาน

สภาพที่ยังไม่ได้รับการบูรณะ เก่าแก่กว่า 3-4 ร้อยปี

บูคารา อุซเบกิสถาน

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของมาดราซาแห่งนี้คือในห้องทาง ขวาหลังประตู เมื่อปิดไฟในห้องให้มืดแล้วมองเข้าไป จะเห็นเป็นรูปคนลาง ๆ แต่เมื่อเปิดไฟภาพคนจะหายไปเหลือเพียงรูปทรงเรขาคณิต

บุคคลใน ภาพคืออาลี ซึ่งมุสลิมนิกายชีอะห์นับถือว่าเป็นผู้สืบทอดที่ชอบธรรมในการปกครองชาว มุสลิมสืบต่อจากศาสดามูฮำหมัด ท่านข่านที่สร้างมาดราซาแห่งนี้เป็นชาวชีอะห์ แต่ประชากรส่วนใหญ่ของบูคาราเป็นพวกซุนนี ท่านจึงต้องปิดบังความเป็นชีอะห์ไว้ไม่ให้สาธารณชนทราบเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

บูคารา อุซเบกิสถาน

พอเปิดไฟก็เห็นเป็นรูปทรงเรขาคณิตแบบนี้เอง

บูคารา อุซเบกิสถาน

หลัง จากเดินทะลุมาอีกด้าน เราก็ถึงจุดที่ถือเป็นจุดสำคัญที่สุดและสวยที่สุดของบูคารา เป็นจัตุรัสขนาดใหญ่ ด้านหนึ่งเป็นมัสยิดประจำเมืองบูคารา อีกด้านหนึ่งตรงข้ามกันเป็นมาดราซาที่ยังใช้การอยู่ ลองดูขนาดของคนที่เิดินผ่านละกัน

บูคารา อุซเบกิสถาน

แต่จุดเด่นที่สุดของจัตุรัสแห่งนี้คือหอคอยขนาดสูงใหญ่ ที่เรียกว่ามินาเรต (minaret) ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของบูคารา ในศาสนาอิสลามจะนิยมสร้างมินาเรตขึ้นข้าง ๆ มัสยิดเพื่อทำหน้าที่ประกาศเรียกให้ชาวบ้านในละแวกนั้นมาทำพิธีละหมาด 5 ครั้งต่อวัน เรียกว่าการอะซานหรือการบัง ภาษาไทยเลยเรียกมินาเรตว่าหออะซานหรือหอบัง

คำว่ามินาเรต (minaret) มาจากภาษาอาหรับว่ามานารา (manara) ซึ่งแปลว่าประภาคาร ฉะนั้นหน้าที่ของมินาเรตอีกอย่างคือทำหน้าที่ส่องไฟเพื่อบอกทิศทาง หรือจุดหมายสำหรับกองคาราวานที่เดินทางยามค่ำคืน และสร้างให้สูงเพื่อให้มองเห็นได้จากที่ไกล ๆ ในเวลากลางวัน นอกจากนั้นยังไว้ใช้สังเกตการณ์เฝ้าดูข้าศึกในยามสงคราม นับว่ามินาเรตเป็นสิ่งคู่กับมัสยิดเหมือนโบสถ์คริสต์ที่มักจะมีหอ ระฆังอยู่ข้าง ๆ กัน

ขอเอารูปที่ถ่ายตอนเย็นมาแปะก่อน

บูคารา อุซเบกิสถาน

มินาเรตแห่งบูคารานี้เรียกว่าว่าคาลอนมินาเรต (Kalon Minaret) สร้างในปี ค.ศ. 1127 คำว่าคาลอนแปลว่ายิ่งใหญ่ มีความสูงถึง 47 เมตร ฐานขุดลึกลงไป 10 เมตร มีการวางฐานรากอย่างดีเพื่อป้องกันแผ่นดินไหว ที่ฐานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 เมตร แล้วสอบขึ้นด้านบนมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 เมตร ตกแต่งเป็นแถบรอบมินาเรต มีทั้งหมด 14 แถบ ทำเป็นลวดลายเรขาคณิต แต่ละแถบไม่ซ้ำกันเลย มีแถบหนึ่งเป็นกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินพร้อมจารึกภาษาอารบิกชื่อผู้ สร้าง (บาโค) ปีที่สร้าง และชื่อของอัสลานข่าน (Arslan Khan) ผู้สั่งให้สร้าง ภายในมีบันไดวน 105 ขั้นจนถึงยอดซึ่งทำเป็นช่องโค้ง 16 ช่อง

นับเป็นเวลาเกือบ 900 ปีที่มินาเรตแห่งนี้ยืนหยัดท้าทายกาลเวลาโดยมีการซ่อมแซมตกแต่งแต่เพียงภาย นอกเท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้จากรูปเป็นรอยสีอ่อนกว่าบริเวณอื่น นั่นคือจุดที่มีซ่อมแซมเมื่อปี ค.ศ. 1920

บูคารา อุซเบกิสถาน

จารึกภาษาอาหรับ ชื่อผู้สร้าง ปีที่สร้าง และผู้สั่งให้สร้าง
สังเกตลวดลายที่เป็นแถบ ๆ สร้างไม่ซ้ำกันเลย

บูคารา อุซเบกิสถาน

คาลอนมินาเรตคือสิ่งก่อสร้างแห่งที่สองที่ไม่ถูกทำลาย โดยกองทัพเจงกิสข่าน ตำนานกล่าวว่าเมื่อเจงกิสข่านมาถึงคาลอนมินาเรต เกิดลมพายุพัดหมวกปลิวหลุดจากศีรษะ เจงกิสข่านต้องก้มลงเก็บหมวกที่ฐานของมินาเรต เจงกิสข่านจึงเชื่อว่ามินาเรตแห่งนี้ไม่ธรรมดาถึงกับทำให้ท่านต้องก้ม หัวให้ ท่านจึงสั่งไม่ให้ทำลายในขณะที่มัสยิดและสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ โดยรอบถูกเผาเรียบ

ลองดูขนาดความใหญ่เมื่อเทียบกันคนจริง

บูคารา อุซเบกิสถาน

ด้านข้างคาลอนมินาเรตเป็นมัสยิดประจำเมืองบูคารา เรียกตามชื่อของมินาเรตว่ามัสยิดคาลอน สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 บนพื้นที่เดิมที่เคยเป็นมัสยิดแต่ถูกเผาทำลายโดยเจงกิสข่าน

บูคารา อุซเบกิสถาน

ภายในเป็นพื้นที่ว่างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 127×78 เมตร ทุกวันศุกร์ประชาชนเป็นหมื่นคนจะมาทำพิธีละหมาดจนเต็มพื้นที่ด้านใน ซึ่งสามารถจุคนได้เต็มที่ 12,000 คน

ด้านตะวันตกซึ่งคือด้านที่หันไปยังเมืองเมกกะตอนบนมีโดมสีน้ำเงินขนาดใหญ่ที่งดงามมาก

บูคารา อุซเบกิสถาน

มิหรับ (mihrab) ประดับประดาอย่างสวยงาม มิหรับคือช่องในผนังภายในมัสยิดเพื่อไว้บอกทิศที่หันไปทางหินดำกาบาห์ แห่งเมืองเมกกะ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาอิสลาม ไม่ว่าจะอยู่แห่งใดในโลก ชาวมุสลิมต้องหันหน้าไปทางทิศของเมืองเมกกะเวลาทำละหมาด อิหม่ามผู้นำละหมาดจะยืนอยู่บริเวณมิหรับเพื่อนำสวด

เชื่อว่า มิหรับของอิสลามมีพัฒนาการมาจากช่องประดิษฐานพระพุทธรูปในพุทธศาสนา หรือไม้กางเขนพระเยซูในศาสนาคริสต์ แต่เนื่องจากศาสนาอิสลามห้ามสร้างรูปเคารพ ช่องมิหรับจึงทำหน้าที่เพียงเพื่อกำหนดทิศของเมกกะเท่านั้น แต่หลายมัสยิดก็ประดับประดามิหรับอย่างสวยงามราวกับเป็นจุดสำคัญที่ สุดของมัสยิด

บูคารา อุซเบกิสถาน

อาคารทรงแปดเหลี่ยมหลังเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ด้านหน้ามิหรับสร้างขึ้นในภายหลัง บางคนกล่าวว่าตรงนี้เคยเป็นบ่อน้ำเก่าแก่ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม บางคนกล่าวว่าเป็นที่ที่เจ้าเมืองบูคาราประทับเมื่อท่านมาประกอบพิธี ละหมาดทุกสัปดาห์ แต่จุดประสงค์หลักน่าจะเป็นที่ที่อิหม่ามอีกคนยืนเพื่อนำฝูงชนจำนวน มากที่มาประกอบพิธีจนเต็มลาน

บูคารา อุซเบกิสถาน

ความแปลกอีกอย่างของที่นี่คือชอบสร้างมัสยิดหรือมาดราซา หันหน้าประชันกันโดย มีลานหรือถนนแคบ ๆ คั่นกลาง ราวกับต้องการประกวดความงดงามและความยิ่งใหญ่ เห็นแบบนี้หลายคู่เลย แต่คู่ที่สวยงามที่สุดต้องเป็นคู่ระหว่างมัสยิดคาลอนกับเมอร์อิอาหรับมาดรา ซา (The Mir-i-Arab Madrasah) สร้างในศตวรรษที่ 16 จุดเด่นคือโดมขนาดใหญ่สีเขียวอมฟ้าขนาบสองข้างประตูทางเข้า ซึ่งจะสวยที่สุดเวลาใกล้พระอาทิตย์ตก แสงแดดยามเย็นจะขับสีของโดมให้เป็นสีเขียวเข้ม ตัดกับอาคารสีเหลืองทอง ซุ้มประตูทางเข้ามาดราซาสร้างตรงกับซุ้มประตูทางเข้ามัสยิดคาลอนที่อยู่ฝั่ง ตรงข้าม เมื่อมองจากภายนอกบางมุมแทบจะแยกไม่ออกว่าส่วนไหนอยู่ในมัสยิด ส่วนไหนอยู่ในมาดราซา

บูคารา อุซเบกิสถาน

ในบูคาราเคยมีมาดราซาถึงร้อยกว่าแห่ง จนทำให้ที่แห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางของการศึกษาศาสนาอิสลามในเอเชียกลาง ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงหน้าที่เหมือนเดิมอยู่ หลายแห่งผุพังไปตามกาลเวลา หลายแห่งกลายเป็นร้านขายของสำหรับนักท่องเที่ยว

ปัจจุบันเมอร์อิอาหรับมาดราซายังใช้เป็นสถานศึกษาศาสนาอิสลามอยู่ จึงห้ามนักท่องเที่ยวเข้าชมด้านใน แต่สามารถมองทะลุผ่านฉากกั้นได้

นักเรียนกำลังนั่งทำงานกันอยู่

บูคารา อุซเบกิสถาน

ที่นี่เห็นมีการใช้เครื่องหมายสวัสดิกะเพื่อประดับ ตกแต่งด้วย เครื่องหมายสวัสดิกะเป็นสัญลักษณ์ของพระยูไล หรือพระพุทธเจ้าแบบจีน ฮิตเลอร์ยังเอาไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของนาซีอีกด้วย ถ้ามีผู้รู้จะช่วยขยายความเรื่องสวัสดิกะกับศาสนาอิสลาม จะเป็นพระคุณยิ่ง

บูคารา อุซเบกิสถาน

ที่นี่สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ตั้งอยู่ปะปนไปกับ บ้านเรือนประชาชน เดินออกมานิดเดียวก็เป็นบ้านของชาวบ้านแล้ว มองไปทางไหนก็ดูขลังไปหมด เหมือนอยู่ในยุคสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน

บูคารา อุซเบกิสถาน

ตลาดค้าทองและเครื่องประดับที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี อยู่ไม่ไกลจากจัตุรัสคาลอน

บูคารา อุซเบกิสถาน

ขนมปังนาน (Non) เสิร์ฟบนโต๊ะอาหารทุกมื้อ

บูคารา อุซเบกิสถาน

ขอพักเที่ยงด้วยรูปสุดท้ายก่อนแวะเข้าร้านอาหาร ถนนตรงหน้าที่อยู่ด้านข้างมัสยิดคาลอนและมาดราซาคือถนนสายหลักของเส้น ทางสายแพรไหมโบราณที่ยังคงสืบทอดใช้งานจนถึงทุกวันนี้ สภาพถนนและร้านค้าสองข้างทางไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก เวลาเดินลองจินตนาการย้อนยุคไปหลายร้อยปีก่อนว่ากำลังอยู่ท่ามกลาง ขบวนคาราวานที่นำสินค้ามาขายตามเส้นทางนี้

พบกันใหม่ตอนหน้านะครับ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม

บูคารา อุซเบกิสถาน

ติดตามเรื่องราวอื่นๆของ Cherokee1 ได้ที่
Cherokee ท่องโลกกับโปสการ์ด
Cherokee on Facebook

Tags: , , , , , , ,

Readers Comments (View Comments)

  1. Chuck พูดว่า:

    Kudos! What a neat way of thikning about it.




blog comments powered by Disqus

หากต้องการนำส่วนใดส่วนหนึ่งของเว็บ Meekaorussia.com ไปเผยแพร่ ตีพิมพ์ กรุณาติดต่อ pooh@meekaorussia.com เพื่อขอรับลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง ข้อตกลงการใช้งานและลิขสิทธิ์

กระดานสนทนา
สารบัญเว็บ
ลงทะเบียนคนไทยกับสถานทูต
ทุนรัฐบาลรัสเซีย
ฟังวิทยุจากรัสเซีย
ดูทีวีรัสเซีย

Photo from Russia

dscn5908

เรื่องที่น่าสนใจ