Friday, October 20th, 2017

อุซเบกิสถาน ตอนที่ 3 บูคารา พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ยังมีชีวิต ภาค ๒ – Cherokee1@Pantip

Published on ธันวาคม 29, 2011 by VladiPooh   ·   View Comments

บูคารา

เมืองในประเทศอุซเบกิสถานเกี่ยวข้องกับเส้นทางสายแพร ไหมอย่างแยกไม่ออก จึงอยากจะเล่าประวัติคร่าว ๆ เกี่ยวกับเส้นทางสายไหมนี้ เส้นทางโบราณสายนี้เริ่มต้นจากนครหลวงของจีนสมัยก่อนคือนครฉางอาน หรือชื่อปัจจุบันว่าซีอาน เล่าว่าเส้นทางสายนี้ถูกค้นพบโดยขุนนางชาวจีนที่ถูกส่งมาเจรจาสงบศึก กับพวกชนเผ่าต่างที่อยู่ริมชายแดน แต่ถูกจับไปขังคุกในดินแดนแถบเอเชียกลาง เมื่อออกจากคุกจึงได้กลับไปรายงานต่อราชสำนักถึงม้าฝีเท้าดีในแถบนี้ ทำให้ฮ่องเต้จีนส่งคนมาบุกเบิกเส้นทางสายนี้ที่ทอดยาวข้ามทะเลทรายโก บี สู่แคว้นซินเจียง มาถึงเอเชียกลาง ก่อนตัดเฉียงลงใต้เข้าประเทศปากีสถาน อินเดีย อิหร่าน ก่อนไปถึงประเทศอาหรับ และทวีปยุโรปในที่สุด อารยธรรมต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมเกิดการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนกัน ประเทศจีนได้รับวิธีการปลูกฝ้ายจากเอเชียกลาง ขณะที่เอเชียกลางรับวิธีการผลิตกระดาษจากจีน แล้วส่งต่อไปยังตะวันตก ทำให้เกิดวิธีใหม่ในการบันทึกประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นอย่างเป็นระบบสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

(เครดิตภาพจากเว็ปครับ)

บูคารา

เส้นทางสายแพรไหมมีความยาวมาก ทอดผ่านหลายประเทศ จึงไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งที่ควบคุมเส้นทางการค้าสายนี้ แต่ทุกประเทศที่เส้นทางสายนี้พาดผ่านต่างก็พยายามรับประกันความปลอดภัยของ ขบวนคาราวานโดยไม่คำนึงถึงว่าคาราวานนั้นมาจากชาติใด ภาษาใด นับถือศาสนาอะไร

บูคารา

หากเดินทางจากปลายด้านหนึ่งไปจนสุดปลายอีกด้านหนึ่ง ใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีเต็ม แต่มูลค่าของสินค้าจะเพิ่มขึ้นร้อยเท่า ก็ต้องเลือกว่าจะลงทุนจากบ้านเป็นเวลานาน ๆ หรือว่าจะนำสินค้ามาแลกเปลี่ยนกลางทาง แล้วมีคนรับช่วงนำไปขายต่อ เมืองสำคัญในเอเชียกลางจึงเป็นแหล่งค้าขายแลกเปลี่ยนสำคัญบนเส้นทางสายนี้ ต่อมาหลังจากการค้นพบแหลมกูดโฮป เส้นทางการค้าก็เริ่มเปลี่ยนไปใช้ทางน้ำเพราะประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า เรือหนึ่งลำสามารถบรรทุกสินค้าได้เท่ากับอูฐหลายสิบตัว ทำให้เส้นทางสายแพรไหมบกค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลง จนเหลือเพียงการค้าในช่วงสั้น ๆ โดยเฉพาะระหว่างจีนกับเอเชียกลาง

บูคารา

ต้องขอโทษที่ไม่ได้ถ่ายรูปอาหารมาให้ชมกัน พอดีผมไม่ค่อยกล้าสั่งอาหารแปลก ๆ ไม่คุ้น กลัวทานไม่ได้ เลยสั่งแต่ไก่ย่างทานกับสลัดผัก ไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจเลยไม่ได้ถ่ายรูปไว้ครับ แต่ที่นี่เค้าทานแตงกวากัีบมะเขือเทศเป็นเครื่องแกล้มทุกมื้อจริง ๆ และต้องเสิร์ฟขนมปังกลม ๆ แข็ง ๆ ที่เรียกว่านาน (Non) ไม่ว่าจะสั่งอะไรก็ตามเหมือนที่คนไทยต้องทานข้าวเป็นอาหารหลัก

บูคารา

เมื่อเดินข้ามถนนมาอีกฝั่ง จะเห็นป้อมปราการขนาดมหึมาที่มีกำแพงสูงชันสูงเท่ากับตึกหลายชั้น ที่นี่คือป้อมปราการขนาดใหญ่เรียกว่า “อาร์ค” (The Ark) ในอดีตเป็นศูนย์กลางการปกครองของบูคารามานานกว่าสองพันปีมาแล้ว เก่าแก่พอ ๆ กับเมืองบูคารา

บูคารา

ที่นี่มักถูกทำลายโดยผู้รุกรานและสร้างใหม่เรื่อย ๆ ภายในจึงมีการสร้างซ้อนทับกันจนเป็นภูเขาขนาดย่อม ๆ สูงถึง 18 เมตร มีกำแพงขนาดใหญ่ล้อมรอบยาว 789 เมตร

บูคารา

ประตู ทางเข้าขนาดมหึมาหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ทางขึ้นทำเป็นทางลาด สองข้างเป็นเสาขนาดใหญ่ ด้านบนเป็นอาคารเล็ก ๆ มีระเบียงเปิดสู่ลานด้านหน้า ซึ่งในอดีตเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ เรียกว่าจัตุรัสเรจิสถาน (Registan Square) เป็นที่ชุมนุมของผู้คนเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ คล้ายกับสนามหลวงบ้านเรา เป็นทั้งตลาด จนถึงเป็นลานประหารชีวิตนักโทษ เดิมทีจัตุรัสแห่งนี้มีอาคารอยู่รายรอบ เช่น อาคารสำนักงาน วัง มัสยิด ตลาด และแม้แต่โรงพยาบาล ในปัจจุบันมีขนาดเล็กลงมากและลดความสำคัญลง จนแทบจะไม่เหลือความสำคัญเช่นในอดีต ผิดกับจัตุรัสเรจิสถานในเมืองซาร์มาคานด์ ที่ยิ่งใหญ่อลังการ โด่งดังไปทั่วโลก ดึงดูดให้ผู้คนให้หลั่งไหลมาเยี่ยมชม

บูคารา

ภายในมีพระราชวังของเจ้าผู้ครองนคร อาคารที่ทำการรัฐบาล มัสยิด คุก ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพผุพังจากสงครามในปี ค.ศ. 1920 แต่ก็ยังพอมีอะไรให้ดูบ้าง เช่นมัสยิด โรงเลี้ยงม้า ท้องพระโรง คุก

ช่วง หลังเจ้าผู้ครองนครไม่ค่อยประทับอยู่ที่ป้อมแห่งนี้แล้ว แต่ย้ายไปอยู่พระราชวังฤดูร้อนแทน ซึ่งเดี๋ยวเราจะได้ไปชมกัน จึงปล่อยให้ป้อมแห่งนี้ชำรุดทรุดโทรมลงไปมาก

บูคารา

สิงห์หงอย ผมชอบถ่ายภาพสิงโตหินจากที่ต่าง ๆ สิงโตเป็นสัตว์ที่น่าเกรงขาม แทบจะทุกวัฒนธรรมจึงนำรูปปั้นสิงโตไปประดับเพื่อแสดงถึงอำนาจ นี่เป็นสิงโตแบบอิสลาม ซึ่งก็ดูไม่ค่อยต่างจากแบบตะวันตกเท่าไหร่

บูคารา

มัสยิด โบโลเฮาส์ (Bolo-Hauz Mosque) สร้างในปีค.ศ. 1718 เป็นอาคารเดียวในจัตุรัสเรจิสถานที่ยังอยู่มาจนทุกวันนี้ มัสยิดแห่งนี้คือมัสยิดสำหรับเจ้าเมืองผู้ปกครองที่จะมาทำพิธีละหมาด แทนที่จะทำในวังซึ่งก็มีมัสยิดอยู่ เพราะต้องการใกล้ชิดชาวบ้าน

บูคารา

คำว่าโบโลเฮาส์แปลว่าที่อยู่ใกล้น้ำ เนื่องจากด้านหน้าเป็นสระน้ำ จุดเด่นของมัสยิดหลังนี้คือ สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง บางคนเรียกมัสยิดแห่งนี้ว่ามัสยิดเสา 40 ต้น เป็นเสาจริง 20 ต้น และเงาสะท้อนเสาในน้ำอีกจำนวนเท่ากัน (พอดีแดดมันร้อนเลยไม่ได้ออกไปถ่ายรูปที่สระย้อนกลับมา)

บูคารา

บนเพดานประกับด้วยรูปร่างทางเรขาคณิตอย่างวิจิตรงดงาม

บูคารา

เดินข้ามถนนแล้วเดินต่อมาอีกซัก 500 เมตร จะพบอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียกลาง คือสุสานของอิสมาอิล ซามานี (Ismail Samani Mausoleum) สร้างในปลายศตวรรษที่ 9 ในราวปี ค.ศ. 892-943 เป็นอาคารที่มีความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมและมีความสมบูรณ์ตามแบบเดิม มากว่าพันปี สร้างขึ้นเพื่อเป็นสุสานของท่านอิสมาอิล ซามานี ผู้สถาปนาราชวงศ์ซามานิด (Samanid dynasty) ซึ่งเป็นราชวงศ์เปอร์เซียสุดท้ายที่ปกครองเอเชียกลาง ภายในสุสานนอกจากจะบรรจุร่างของท่านอิสมาอิล ซามานีแล้วยังฝังบิดาและหลานของท่านในราชวงศ์ซามานิด จึงถือว่าเป็นสุสานประจำตระกูลก็ว่าได้

บูคารา

ประเทศทาจิกิสถานซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกับอุซเบกิสถาน ยกย่องอิสมานิล ซามานีให้เป็นวีรบุรุษของชาติ มีรูปของท่านอยู่บนธนบัตรของทาจิกิสถานทุกฉบับ มีอนุสาวรีย์ของท่านกลางเมืองหลวงด้วย

สังเกตรูปสุสานแห่งนี้บน ธนบัตรด้วยนะครับ น่าแปลกที่ธนบัตรของชาติหนึ่ง จะมีรูปสถานที่ของอีกชาติหนึ่ง ประวัีติศาสตร์ของชาติแถบนี้เกี่ยวพันกันอย่างแกะไม่ออก เส้นพรมแดนเป็นเพียงสิ่งสมมติในยุคหลังเท่านั้น

บูคารา

ตัวอาคารเป็นรูปลูกบาศก์ ที่มีด้านทั้งสี่เหมือนกัน ด้านบนทำเป็นโดม ลูกบาศก์เป็นสัญลักษณ์หมายถึงโลก ส่วนโดมหมายถึงสวรรค์ การทำโดมตั้งอยู่บนลูกบาศก์จึงหมายถึงจักรวาลที่ประกอบด้วยโลกและ สวรรค์

บูคารา

เสาทั้งสี่มุมของอาคารหนาถึงสองเมตร ด้านหน้าประดับอิฐนำมาเรียงเป็นลวดลายเหมือนลายจักสาน ซึ่งจะเปลี่ยนสีไปตามมุมของแสงแดดในแต่ละช่วงเวลาของวัน

บูคารา

ลวดลายเหมือนตระกร้าสานนี้เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ โดยเฉพาะจากศาสนาโซโรแอสเตอร์ซึ่งบูชาไฟ เอาไว้มีเวลาจะค้นคว้าเพิ่มเติมถึงสัญลักษณ์เหล่านี้ครับ

บูคารา

ถ้ามองจากภายนอกจะเห็นเป็นโดมตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม แต่ถ้าพิจารณาจากด้านในจะเห็นว่าจากฐานสี่เหลี่ยมจะตัดมุมเป็น 8 เหลี่ยม แล้วจึงเป็น 16 เหลี่ยม ก่อนจะรับกับฐานโดมรูปวงกลมด้านบน แสดงถึงความกลมกลืนและความงามทางสุนทรียะโดยใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์

บูคารา

สุสานแห่งนี้ถูกกลบไว้ด้วยดินและทรายลึกหลายเมตรนานหลาย ร้อยปี เพิ่งถูกขุดสำรวจพบในปี ค.ศ. 1934 โดยนักโบราณคดีชาวรัสเซีย ทำให้สุสานแห่งนี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด และไม่ถูกเผาทำลายโดยกองทัพมองโกลของเจงกิสข่าน

บูคารา

สุสาน ชาสมาอายุบ (Chasma-Ayub mausoleum) อยู่ห่างจากสุสานของอิสมาอิล ซามานีเพียงเล็กน้อย เป็นอาคารที่เก่าแก่อีกหลังของบูคารา ชาสมาแปลว่าบ่อน้ำ อายุบเป็นชื่อบุคคลสำคัญในตำนานของศาสนายูดาย คริสต์ และอิสลาม แต่เรียกด้วยชื่อที่แตกต่างกันออกไป ศาสนาคริสต์เรียกว่าโยบ (Job) ขณะที่ในศาสนาอิสลามคือท่านนบีอัยยูบ ตำนานกล่าวว่าท่านมีชีวิตอยู่เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ท่านได้เดินทางมาถึงบริเวณนี้และพบกับชาวบ้านซึ่งใกล้ตายจากการขาด แคลนน้ำ ท่านจึงเอาไม้เท้าแทงไปที่พื้น เกิดเป็นตาน้ำขึ้นมา น้ำนี้กลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านนำมาดื่มกินหรืออาบใช้รักษาโรคได้

ไม่มีผู้ใดทราบว่าท่านมีหลักแหล่งอยู่ที่ใดในโลก แต่ในพระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า

“There was a man in the land of Uz, whose name was Job; and that man was perfect and upright, and one that feared God, and turned away from evil” (Job 1:1).

คำว่า Uz จึงถูกตีความว่าเป็นอุซเบกิสถาน

จุดเด่นของอาคารนี้คือโดมยอดกรวยบนฐานทรงกระบอกซึ่งถือว่าเป็นของแปลกในบูคารา ปัจจุบันภายในจัดเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับน้ำและแหล่งน้ำในพื้นที่แถบนี้

บูคารา

ฝั่งตรงข้ามชาสมาอายุบ เป็นอนุสรณ์สถานแด่ท่านอิหม่ามอิสมาอิล อัลบูคารี (Imam Ismail al-Bukhari Memorial) เป็นอาคารที่สร้างใหม่ ท่านเป็นผู้ที่รวบรวมคำสั่งสอนที่เป็นวจนะของท่านศาสดามูฮำหมัดโดยตรง ไว้เป็นหมวดหมู่

บูคารา

ซากกำแพงเมืองบูคารายังมีให้เห็นเป็นอนุสรณ์ เดิมบูคารามีกำแพงล้อมรอบยาวถึง 25 กิโลเมตร สูง 10 เมตร หนา 5 เมตร ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 2 กิโลเมตรเหมือนปราสาทท่ามกลางทะเลทราย

บูคารา

ประตูเมืองโบราณ

บูคารา

ชอร์มินอร์ (Chor minor) เป็นอาคารที่แปลกตาที่สุดในบูคารา ดูเหมือนเก้าอี้สี่ขาตีลังกากลับหัว คำว่าชอร์แปลว่า 4 ส่วนมินอร์ก็คือมินาเรต ชอร์มินอร์จึงแปลว่าสี่มินาเรต สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1807 เคยเป็นส่วนหนึ่งของมาดราซาซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้ว เหลือเพียงอาคารนี้เท่านั้น สร้างโดยเศรษฐีชาวเติร์กเมนิสถาน ตำนานเล่าว่าเศรษฐีคนนี้มีลูกสาว 4 คนซึ่งยังไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว จะไปเที่ยวป่าวประกาศว่าลูกสาวฉันยังโสดก็กระไรอยู่ จึงสร้างอาคารนี้ขึ้นให้มียอดสูง 4 ยอดดูแปลกตา เพื่อให้คนมาถามว่ามีความหมายอย่างไร เขาจะได้โฆษณาว่า “อีนี้ลูกสาวฉานยังไม่ได้แต่งงานเลยนะจ๊ะนายจ๋า สนใจคนหนายมาสู่ขอได้เลยจ้า” จริงเท็จอย่างไรไม่ยืนยันนะครับ แต่ที่เรียกว่ามินาเรตนั้น จริง ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นมินาเรตเพื่อประกาศให้คนมาละหมาด ด้านบนไม่มีอันไหนเปิดออกสู่ภายนอกได้

บูคารา

ต้องยอมรับเลยครับว่าถึงตรงนี้ทั้งไกด์และลูกทัวร์ เหนื่อยอ่อนแทบหมดแรงเดินต่อ ปกติ day tour จะจบลงตรงนี้ ซึ่งก็ 5 โมงเย็นแล้ว แต่ไกด์บอกว่ายังมีจุดสนใจนอกเมืองอีกสองที่ที่ควรไปดู แต่ต้องขับรถไปและไม่รวมอยู่ในทัวร์ แต่เค้าเห็นเราสนใจจริง ๆ เลยเสนอว่าจะพาไปแต่ขอคิดเพิ่มอีก 20 US dollars เราสองคนก็ตกลงเพราะโอกาสแบบนี้คงไม่ได้มาบ่อย ถ้าใครมาทัวร์แบบสองวัน ทัวร์นี้จะรวมอยู่ในวันที่สอง แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาของเราจึงต้องยอมชะโงกนิดหน่อย

ที่แรกที่ เราไปคือพระราชวังฤดูร้อนของเจ้าผู้ครองนคร ตำแหน่งเจ้าเมืองที่นี่เรียกว่าเอมิร์ (Emir) รัฐที่ถูกปกครองด้วยเอมีร์เรียกว่า Emirates เหมือนประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (United of Arab Emirates) เป็นการรวมตัวของหลายแคว้น ซึ่งแต่ละแคว้นมีเอมีร์ของตน

พระราชวัง ฤดูร้อน (Sitora-i-Mokhi-Khosa Palace) หรือแปลว่าพระราชวังเดือนกับดาว อยู่ห่างจากเขตเมืองเก่าไปทางเหนือประมาณ 4 กิโลเมตร สร้างขึ้นตอนปลายศตววรษที่ 19 เพื่อเป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครสององค์สุดท้าย

สังเกตประตูทางเข้ามีการใช้สีแดง ซึ่งจะไม่พบในอาคารที่เกี่ยวข้องกับศาสนา

บูคารา

ในยุคนั้นมีความใกล้ชิดกับรัสเซียมากขึ้น มีการส่งช่างไปศึกษาเทคนิคการก่อสร้างถึงเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พระราชวังแห่งนี้จึงผสมผสานสถาปัตยกรรมทั้งแบบตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน

บูคารา

ฝั่งนี้ดูตะวันออก

บูคารา

ภายในพระราชวังแบ่งเป็นสามชั้น ชั้นนอกเป็นสวน ชั้นกลางเป็นพระราชวังที่ประทับ ชั้นในเป็นฮาเร็มที่ห้ามผู้ชายเข้าเด็ดขาดนอกจากเจ้าเมือง เดี๋ยวเราค่อยไปฮาเร็ม แต่ตอนนี้เข้าไปชมภายในพระราชวังกันก่อน ถ้าใครเคยไปพระราชวังในยุโรปมาแล้ว ที่นี่คงเทียบไม่ได้ แต่มาให้เห็นครับ

ห้องหินอ่อน (Marble Hall)

บูคารา

ถึงห้องจะดูเป็นตะวันตก แต่ลวดลายยังคงศิลปะแบบอิสลาม

บูคารา

ยังคงแนวคิดว่าประดับด้วยลวดลายต้นไม้ดอกไม้ตามแบบอิสลาม แต่ดูแล้วไม่ค่อยเป็นรูปแบบทางศาสนาเท่าไหร่ มีความอิสระมากขึ้น

บูคารา

ห้องนี้เรียกว่า Mirror Room เป็นห้องที่อากาศถ่ายเทดีที่สุด เจ้าเืมืองจึงชอบใช้เวลาที่ห้องนี้นานที่สุดเพื่อคลายร้อน ตอนนี้เอาแจกันมาจัดแสดงกลางห้อง

บูคารา

ชั้นในสุดเป็นฮาเร็มครับ มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง ให้นางสนมกำนัลลงเล่นน้ำ นี่คือที่ประทับของเจ้าเมืองเพื่อชมสาว ๆ เล่นน้ำ ด้านล่างปัจจุบันกลายเป็นร้านขายน้ำไปซะนี่

บูคารา

อีกด้านเป็นพระราชวังอีกหลังหนึ่ง ถึงตอนนี้พวกเราหมดแรงจริง ๆ ไม่อยากแม้แต่จะเดินไปถ่ายรูปตึกจากอีกฝั่งของสระน้ำย้อนกลับมา ก็คงลาจากพระราชวังแห่งนี้ด้วยรูปนี้ครับ

บูคารา

ที่ สุดท้ายที่ไกด์พาไปเป็นสุสานของบุคคลสำคัญทางศาสนาอีกท่านหนึ่ง ซึ่งคงสำคัญมาก แต่ข้อมูลทะลักออกจากสมองจนใส่กลับเข้าไปไม่ไหว ไกด์คนนี้ก็ดีมาก ๆ ขยันเล่าจริง ๆ เค้าบอกว่ามีความสุขมากถ้าเวลาเค้าเล่าแล้วลูกทัวร์ตาเป็นประกาย แต่หลังจากเดินทางบนรถไฟ แล้วเดินต่อทั้งวันขนาดนี้ คงได้แค่ยกกล้องถ่ายภาพมาอย่างเดียว

เอาอย่างนี้ดีกว่า เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน ผมจะเล่าที่มาที่ไปของทริปนี้ พร้อมทั้งขั้นตอนการเดินทางไว้ประกอบภาพละกันครับ

บูคารา

จริง ๆ ผมต้องไปทำงานที่ประเทศคาซัคสถาน แต่บินไปด้วยสายการบินอุซเบกิสถาน เลยถือโอกาสแวะเที่ยวซัก 3 วันเพราะคงไม่ได้มาแถวนี้ง่าย ๆ พอหาข้อมูลการขอวีซ่า เค้าบอกว่าต้องมีจดหมายเชิญ Letter of Invitation (LOI) ซึ่งพวกบริษัททัวร์เค้าจะทำให้โดยคิดค่าใช้จ่ายประมาณ 25 USD นอกจากว่าซื้อทัวร์กับเค้าก็จะทำให้ฟรี

ผมลองเช็คเว็ปไซต์บริษัท ทัวร์ในไทย ซึ่งดำเนินการโดยคนอุซเบกิสถาน แต่เค้าเน้นคนอุซเบกิสถานที่มาเที่ยวเมืองไทยมากกว่า ปรากฏว่าราคาที่เค้าจัดให้สำหรับสองวันค่อนข้างแพง ผมจึงลองติดต่อบริษัททัวร์ทางโน้นโดยตรง โดยหาข้อมูลจากในเว็ปนี่แหละ เค้าจัดให้ 3 คืน โดยคืนแรกนอนในรถไฟ อีกสองคืนนอนโรงแรมสามดาว ราคาประมาณหมื่นบาท รวมไกด์และพาหนะครบ เป็นรถเก๋งติดแอร์ อาหารเช้าทานกับโรงแรม ส่วนมื้อเที่ยงกับเย็นทานตามอัธยาศัย ซึ่งราคาอาหารไม่แพงเลย แบบนี้ก็สะดวกดี เราสามารถเลือกทานได้อย่างที่ต้องการ

บูคารา

ทางบริษัททัวร์จัดส่งโปรแกรมมาให้ ซึ่งผมค่อนข้างพอใจทีเดียว พอตกลงกันผ่านทางอีเมล์แล้ว เค้าก็ทำจดหมาย LOI ให้ โดยเค้าต้องไปติดต่อกระทรวงต่างประเทศทางอุซเบกิสถาน ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ พอได้จดหมายเรียบร้อย เค้าจะให้ reference number มาด้วย จากนั้น เราก็โทรไปนัดที่สถานกงสุลอุซเบกิสถานที่กรุงเทพฯ อยู่ซอยสุขุมวิท 62 เจ้าหน้าที่คนไทยน่ารักมาก ยินดีช่วยเหลือเป็นอย่างดี ไปยื่นขอวีซ่าเช้าได้บ่าย ถ้ายื่นบ่ายจะได้เช้าของวันถัดไป สะดวกมากมาย เท่านี้ก็เตรียมตัวไปเยือนอุซเบกิสถานได้แล้วครับ

ส่วน ค่าใช้จ่าย ไม่มีการวางมัดจำอะไรทั้งสิ้น เพราะเค้าไม่รับบัตรเครดิต ไปถึงที่โน่นจะมีคนมารับไปที่บริษัททัวร์ แล้วก็จ่ายค่าที่ตกลงกันไว้ พร้อมทั้งแลกเงินตรา ซึ่งเค้าให้อัตราแลกเปลี่ยนดีกว่าไปแลกกับธนาคาร ผมประทับใจกับการบริการของเค้ามาก ๆ ถามอะไรทางอีเมล์ก็ตอบทุกคำถามอย่างเต็มที่ ประทับใจไกด์ทุกคน ซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ดี โรงแรมถือว่าใช้ได้ทีเดียว ดีกว่าแถว ๆ ประเทศเพื่อนบ้านเราแน่นอน ฉะนั้นค่าใช้จ่ายจริง ๆ ก็จะมีค่าเครื่องบิน ค่าทัวร์ แล้วก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากเราต้องการไปเที่ยวนอกเหนือจากที่กำหนด ค่าอาหารวันละสองมื้อ

บูคารา

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะไปเที่ยวอุซเบกิสถานอย่างน้อย 7 วัน เพราะยังมีเมืองโบราณบนเส้นทางสายไหมอีกเมืองที่อยู่ไกลออกไป คือเมืองคีวา (Khiva) แต่เนื่องจากผมต้องเดินทางต่อไปยังคาซัคสถาน จึงมีเวลาแค่ 3 วัน ซึ่งก็คุ้มค่ามาก ๆ สำหรับประสบการณ์ที่ได้รับ วัฒนธรรมทุนนิยมตะวันตกยังไหลเข้ามาไม่ถึง ที่นี่ไม่มีแม็คโดนัลด์ ไม่มีพิซซาฮัท ผู้คนที่นี่ยังบริสุทธิ์ อัธยาศัยดีมีน้ำใจ เห็นเราเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติก็อยากเข้ามาคุย บอกว่าอยากฝึกภาษาอังกฤษ อยากไปต่างประเทศบ้าง ผมส้นรองเท้าหลุดเพราะเดินมากบนอากาศที่ร้อนทำให้กาวลอก พ่อค้าแถวนั้นเห็นวิ่งเข้าไปในร้านเอากาวตราช้างมาทาให้ ผมเกรงใจมาก ๆ อยากซื้อสินค้าเค้าเป็นการตอบแทน แต่ก็ไม่รู้จะซื้ออะไร ชาวบ้านให้ถ่ายภาพด้วยความยินดี (แต่ต้องถามก่อน) ไม่มีการขอเงินเหมือนบางประเทศ ใครที่ห่วงเรื่องความปลอดภัย ผมว่าประเทศนี้มีความปลอดภัยสูงครับ มีศักยภาพการท่องเที่ยวสูงจริง ๆ ผมดีใจที่ได้ไปสัมผัสประเทศนี้ก่อนที่นักท่องเที่ยวจะหลั่งไหลพรั่ง พรูเข้าไปจนทำให้ผู้คนกลายเป็นทาสของทุนนิยม

บูคารา

คราวหน้าจะพาไปเมืองที่สวยสุดของอุซเบกิสถาน คือซามาร์คานด์ (Samarkand) ไปชมจัตุรัสเรจิสถาน (Registan Square) อันยิ่งใหญ่พร้อมทั้งอนุสรณ์สถานอื่น ๆ ที่สวยงามมาก

ขอบคุณสำหรับการติดตามนะครับ

บูคารา

ติดตามเรื่องราวอื่นๆของ Cherokee1 ได้ที่
Cherokee ท่องโลกกับโปสการ์ด
Cherokee on Facebook

Tags: , , , , , , ,

Readers Comments (View Comments)

  1. Patriotthai1 พูดว่า:

    หวัดดีครับ ไปศาซัคสถาน ไปเมืองอะไรครับ ผมอยู๋ อัลมาต้า กับ เชมเคนครับ

  2. saby6005 พูดว่า:

    สวยงามมากๆครับ………………….< < gclub >>

  3. nauticalbabyshowerinvitations พูดว่า:

    It is one of the maladies of our age to profess a frenzied allegiance to truth in unimportant matters, to refuse consistently to face her where graver issues are at stake.




blog comments powered by Disqus

หากต้องการนำส่วนใดส่วนหนึ่งของเว็บ Meekaorussia.com ไปเผยแพร่ ตีพิมพ์ กรุณาติดต่อ pooh@meekaorussia.com เพื่อขอรับลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง ข้อตกลงการใช้งานและลิขสิทธิ์

กระดานสนทนา
สารบัญเว็บ
ลงทะเบียนคนไทยกับสถานทูต
ทุนรัฐบาลรัสเซีย
ฟังวิทยุจากรัสเซีย
ดูทีวีรัสเซีย

Photo from Russia

image_161

เรื่องที่น่าสนใจ