Friday, October 20th, 2017

อุซเบกิสถาน ตอนที่ 4 ซามาร์คานด์ จุดสูงสุดแห่งศิลปะอิสลามในเอเชียกลาง

Published on ธันวาคม 30, 2011 by VladiPooh   ·   View Comments

สวัสดีครับ ตอนนี้อาจจะเป็นตอนสุดท้ายของรีวิวอุซเบกิสถานชุดนี้ ผมจะพาไปยังเมืองที่เต็มไปด้วยอดีตอันเก่าแก่รุ่งเรือง คือนครซามาร์คานด์ (Samarkand) เป็นจุดสูงสุดแห่งศิลปะอิสลามในเอเชียกลาง ซึ่งสวยไม่แพ้ที่ใดในโลกเสียด้วยซ้ำ รัฐบาลอุซเบกิสถานทุ่มเงินไปไม่น้อยเพื่อทำให้ซามาร์คานด์กลับมา รุ่งเรืองและงดงามเหมือนเช่นในอดี

ซามาร์คานด์

ซามาร์คานด์ เป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากทาชเคนต์ เป็นเมืองโบราณเก่าแก่กว่า 2500 ปี เคยเป็นแคว้นหนึ่งของอาณาจักรเปอร์เซียโบราณ มีชื่อในอดีตว่ามาราคานดา (Marakanda) พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเคยนำกองทัพกรีกมายึดครองเมืองนี้ และได้แต่งงานกับสาวพื้นเมืองนามว่าโรแซนา (Roxana) หลังจากนั้นได้เปลี่ยนมือไปอยู่ภายใต้กองทัพเติร์ก อาหรับ มองโกล กองทัพอาหรับเข้ามาพร้อมกับศาสนาอิสลาม ซามาร์คานด์ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับเมืองอื่น ๆ อย่างบูคารา นั่นคือ ใครมาทีก็เผาที แล้วก็สร้างใหม่

แต่ซามาร์คานด์ที่เห็นในปัจจุบันเป็นผลงานอำนวยการสร้างโดยนักรบยอดขุนพลเอมีร์ ติมูร์ ที่เคยกล่าวถึงไปบ้างแล้วในตอนแรกที่ทาชเคนต์ ติมูร์เลือกซามาร์คานด์เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิติมูริด (Temurid) ซึ่งแผ่ขยายไปถึงดินแดนอาหรับ อินเดีย เปอร์เซีย ท่านเตรียมทำสงครามเพื่อบุกจีน แต่เสียชีวิตลงกลางทางเสียก่อน ทุกที่ที่ไปถึงจะกวาดต้อนช่างฝีมือกลับมายังซามาร์คานด์เพื่อสร้างอนุสรณ์ สถานที่ใหญ่โตมโหฬาร ประดับประดาอย่างวิจิตรพิสดาร ปานประดุจมหานครโรมแห่งเอเชียกลาง ผมถามไกด์ว่าคนทั่วไปคิดว่าติมูร์นี่ดีหรือไม่ดีกันแน่ ไกด์บอกว่าขึ้นอยู่กับว่าคุณถามใคร ถ้าถามชาวอุซเบกก็ต้องคิดว่าเค้าดีเป็นวีรบุรุษผู้เกรียงไกร แต่ถ้าไปถามประเทศที่ถูกทำลายก็คงตอบว่าเขาคนนี้คือทรราชย์ผู้กระหายเลือด สังหารคนเป็นแสน ๆ ทำลายอารยธรรมอันรุ่งเรืองจนย่อยยับ วีรบุรุษของชาติหนึ่งอาจจะเป็นผู้ร้ายของอีกชาติหนึ่งก็ได้ขึ้นกับว่า ใครเขียนประวัติศาสตร์ นี่คือสิ่งที่คนไทยพึงตระหนักเวลาศึกษาประวัติศาสตร์ของเรากับประเทศเพื่อนบ้าน

ซามาร์คานด์

ผมขออนุญาตไม่ใช้ราชาศัพท์กับท่านติมูร์ เพราะเท่าที่ค้นคว้า ตำแหน่งสูงสุดของท่านคือเจ้านคร หรือเอมีร์ (Emir) ท่านได้รับตำแหน่งข่านด้วย เพราะภรรยาของท่านสืบเชื้อสายมาจากเจงกิสข่าน อาจจะเป็นว่าโดยนิตินัยดินแดนตรงนี้ถูกปกครองด้วยลูกหลานของเจงกิส ข่าน แต่ท่านสามารถกุมอำนาจในการปกครองทั้งหมดไว้ได้ จนเมื่อเวลาผ่านไปร้อยกว่าปี พวกเติร์ก-มองโกลลูกหลานของเจงกิสข่านอ้างสิทธิ์ความชอบธรรมในดินแดนแห่งนี้ รวบรวมกำลังบุกยึดซามาร์คานด์คืนจากทายาทของติมูร์ ทำให้บาร์บูร์ (Babur the Tiger) ซึ่งเป็นรุ่นเหลน ๆ ต้องหลบหนีไปสร้างความยิ่งใหญ่ที่อินเดีย สถาปนาราชวงศ์โมกุล (ซึ่งแปลว่ามองโกล) ปกครองอินเดียเป็นเวลาหลายร้อยปีสืบต่อมา

รูปปั้นนี้อยู่เมืองชาคริซาบส์ (Shakhrisabz) ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน อยู่ห่างจากซามาร์คานด์ไปทางใต้ประมาณ 120 กิโลเมตร

ซามาร์คานด์

ทั้งซามาร์คานด์และบูคาราต่างก็เป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก้ เมืองซามาร์คานด์จะแตกต่างจากบูคาราตรงที่ซามาร์คานด์เป็นเมืองใหญ่ ทันสมัยคล้ายกับทาชเคนต์ แต่ท่ามกลางบ้านเรือนสมัยใหม่ เราจะพบกับอนุสรณ์สถานที่เก่าแก่สวยงาม ผิดกับบูคาราที่ทั้งเมืองในเขตเมืองเก่าเต็มไปด้วยบ้านเรือนแบบโบราณหลายร้อยปี ถ้าเทียบมัสยิดหรือมาดราซาตัวต่อตัวระหว่างสองเมืองนี้ ที่ซามาร์คานด์สวยงามยิ่งใหญ่กว่า(แต่เหลือน้อยกว่า) ที่บูคาราให้บรรยากาศย้อนยุคเหมือนเราย้อนไปอยู่ในอดีตยุคเส้นทางสายแพรไหมจริงๆ ฉะนั้นทั้งสองเมืองนี้พลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด

มาซามาร์คานด์ ต้องไม่พลาดสี่เสาหลักของเมืองนี้ เสาแต่ละเสาหมายถึงอนุสรณ์สถานอันยิ่งใหญ่อลังการ 4 แห่งในรูปแรก

เราเริ่มกันที่แห่งแรกก่อนคือจัตุรัสเรกิสถาน (Registan Square) อันโด่งดัง เป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวอุซเบกิสถานเลยก็ว่าได้ รู้สึกว่าเมืองไหน ๆ ก็มีเรกิสถานแต่ที่โด่งดังและสวยงามที่สุดคงเป็นที่ซามาร์คานด์ ที่ตรงนี้ในอดีตเคยเป็นจัตุรัสใหญ่ใจกลางเมือง เป็นศูนย์กลางการค้าขาย ล้อมรอบสามด้านด้วยมาดราซาขนาดใหญ่มหึมา ดูจากภาพก็ว่าใหญ่แล้ว แต่พอไปยืนตรงหน้าแล้วเหมือนเป็นแค่มดเล็กๆตัวหนึ่งเท่านั้นเอง หลายคนยกย่องว่าการมายืนที่เรกิสถานที่ล้อมรอบด้านมาดราซาทั้งสามด้าน ยิ่งใหญ่ตระการตาไม่แพ้การไปเห็นทัชมาฮาลด้วยตัวเองเลย

ซามาร์คานด์

เรามาไล่ดูมาดราซาทีละหลังตามลำดับการก่อสร้าง หลังแรกสุดที่สร้างคือหลังทางซ้ายเมื่อหันหน้าเข้าหาเรกิสถาน คือมาดราซาอูลุกเบก (Ulugbek Madrasa) สร้างในปี ค.ศ.1417–1420

อูลุกเบกคือพระนัดดาหรือหลานของติมูร์ หลังจากติมูร์เสียชีวิต พระโอรสของท่านย้ายเมืองหลวงของจักรวรรดติมูริดไปเมืองเฮรัต (Heart) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศอัฟกานิสถาน แล้วให้ลูกชายของตนคืออูลุกเบก ปกครองซามาร์คานด์แทน เลยดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์พูดถึงติมูร์และข้ามมาอูลุกเบกรุ่นหลาน เลย

อูลุกเบกท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ ท่านสนใจดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ท่านตั้งมาดราซาแห่งนี้ขึ้นเพื่อสอนศาสนาและให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ลงไปด้วย ท่านเชิญนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมาสอนที่มาดราซาแห่งนี้ รวมทั้งตัวท่านเองก็สอนวิชาดาราศาสตร์ด้วย

ซามาร์คานด์

ประตูทางทำเป็นรูปโค้งสูง 15 เมตร ประดับด้วยโมเสกรูปดาว 5 แฉก และ 10 แฉก อาจจะเกี่ยวกับที่อูลุกเบกเป็นนักดาราศาสตร์

ซามาร์คานด์

ช่องโค้งด้านบนทำเป็นรูปหินย้อยหรือรวงผึ้ง ช่องแบบนี้เรียกว่าช่องแบบมูคานา (muqarna vaulting) นัยว่าสร้างเลียนแบบถ้ำซึ่งพระศาสดามูฮัมหมัดได้รับพระคัมภีร์อัลกุรอานจาก พระอัลลาห์ เดี๋ยวจะได้เห็นกันอีกครับ

ซามาร์คานด์

ภายในมีสองชั้นทำเป็นห้องเล็ก ๆ 50 ห้อง สำหรับเป็นห้องเรียนและห้องนอน

ซามาร์คานด์

ด้านในมีรูปปั้นของท่านอูลุกเบกและนักคิดท่านอื่น ๆ กำลังสนทนาเกี่ยวโลกและดวงดาว

ซามาร์คานด์

ฝั่งตรงข้ามแป็นอีกมาดราซา สร้างหลังมาดราซาอูลุกเบกถึงสองร้อยปีในระหว่างปี ค.ศ. 1619-1636 ด้วยขนาดและสัดส่วนที่แทบจะเท่ากัน เรียกว่าเป็นเงาสะท้อนของกันและกันเลย มาดราซานี้ชื่อว่ามาดราซาเชอร์ดอร์ (Sher-Dor Madrasa) ซึ่งแปลว่ามาดราซาที่มีสิงโต

ซามาร์คานด์

สิ่งที่สะดุดตาที่สุดของมาดราซาแห่งนี้คือรูปสัตว์ที่ อยู่เหนือประตูทางเข้า ทำเป็นรูปเหมือนเสือกำลังจะขย้ำกวางน้อย แต่ถ้าดูจริง ๆ แล้วจะเห็นขนแผงรอบลำคอแสดงว่าเป็นสิงโต แถมยังมีรูปพระอาทิตย์เป็นหน้าคนอีก ศาสนาอิสลามมีข้อห้ามเรื่องการจำลองภาพสิ่งมีชีวิต ฉะนั้นการสร้างรูปสัตว์และดวงอาทิตย์หน้าคนจึงเป็นเรื่องท้าทายหลัก การอิสลามอย่างมาก

ซามาร์คานด์

โดมของมาดราซาเชอร์ดอร์เป็นโดมกลีบมะเฟืองตั้งบนฐานสูง ประดับประดาด้วยอักษรอาหรับจากพระคัมภีร์อัลกุรอาน

ซามาร์คานด์

สังเกตว่าเสาจะเอียงออกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะกล้องนะ ของจริงก็เอียง เพราะอะไรลองทายดูไหมครับ

ซามาร์คานด์

ที่สร้างให้เอียงก็เพราะถ้าเกิดแผ่นดินไหว เสาล้มลงมาจะได้ล้มออกไปอีกทาง ไม่ทับตัวอาคาร ภูมิปัญญาคนสมัยก่อนนี่สุดยอดจริง ๆ

ซามาร์คานด์

มาดราซาหลังที่สามสร้างตรงกลางระหว่างอีกสองมาดราซา สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1647-1660 เพื่อความกลมกลืนและสมดุลกับอีกสองมาดราซา มาดราซาหลังนี้ยาวกว่าอีกสองหลัง ไม่มีเสามินาเรต แต่สร้างเป็นหอคอยเล็ก ๆ ที่มุมทั้งสองข้าง มาดราซาหลังนี้ทำหน้าที่เป็นมัสยิดประจำเมืองด้วย

ซามาร์คานด์

จุดเด่นที่สุดของมาดราซาหลังที่สามนี้คือโดมสีน้ำทะเล ที่สวยงามทั้งภายนอกและภายใน ภายใต้โดมแห่งนี้เป็นมัสยิดซึ่งตกแต่งประดับประดาด้วยทอง จนทำให้มาดราซาแห่งนี้มีชื่อว่ามาดราซาทิลยา-คอรี (Tillya-Kori Madrasa) ซึ่งแปลว่ามาดราซาที่คลุมด้วยทอง แสดงถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของซามาร์คานด์ในยุคนั้น

ซามาร์คานด์

ภายในโดมเมื่อแหงนดูจะเห็นลวดลายละเอียดอ่อน แต่เชื่อหรือไม่ว่าจริง ๆ เป็นเพดานแบน ๆ ไม่ใช่ผนังโดมที่เราเห็นจากภายนอก ทั้งนี้เพราะโดมนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ในศตวรรษที่ 20 นี้เอง แต่การออกแบบทำให้เกิดมิติดูราวกับมีความลึกเหมือนภายในโดมจริง ๆ

ซามาร์คานด์

มิหรับ (Mihrab) หรือช่องโค้งที่ระบุทิศของนครเมกกะเพื่อกำหนดทิศให้หันหน้าเวลาทำละหมาด สร้างจากหินอ่อน ประดับด้วยทองจนเหลืองอร่าม ด้านบนทำเป็นช่องโค้งแบบมูคาร์นาอีกแล้ว

ซามาร์คานด์

สีทองเหลืองอร่ามไปทั้งห้อง

ซามาร์คานด์

เราเดินกันต่อมาอีกประมาณ 500 เมตรผ่านถนนสายใหม่ตามสไตล์รัสเซีย จะพบมัสยิดขนาดใหญ่มหึมา

ซามาร์คานด์

มัสยิดแห่งนี้ชื่อว่ามัสยิดบีบี-คานิม (Bibi-Khanym Mosque) ตามชื่อของภรรยาเอก เริ่มสร้างในปี ค.ศ. 1399 หลังจากติมูร์รบชนะสามารถพิชิตนครเดลีของอินเดีย ได้กวาดต้อนผู้คน ช่างฝีมือ ช้างม้าวัวควาย ทรัพย์สินต่าง ๆ กลับซามาร์คานด์ และได้บัญชาการสร้างมัสยิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดสวยที่สุดกว่าประเทศใด ๆ ที่เคยเห็นมา เพื่อให้เป็นมัสยิดประจำนคร ในการก่อสร้างต้องอาศัยช้าง 95 เชือกเพื่อลากหินอ่อนและสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ใช้เวลา 5 ปีในการก่อสร้าง เมื่อติมูร์กลับมาจากการรบ พบว่ามัสยิดมีขนาดใหญ่ไม่พอเลยเกิดความรู้สึกผิดหวัง จึงสั่งให้รื้อประตูทางเข้าแล้วสร้างใหม่ให้สูงใหญ่กว่าเดิมอีก

ซามาร์คานด์

ประตูทางเข้ามีความสูงถึง 35 เมตร กว้าง 18 เมตร นับว่าป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกอิสลามสมัยนั้น

สังเกตขนาดของคนเมื่อเทียบกับขนาดประตู

ซามาร์คานด์

มัสยิดแห่งนี้มีขนาดสูงใหญ่มาก แต่สร้างโดยปราศจากความรู้ทางวิศวกรรม ทำให้มัสยิดไม่สามารถรับน้ำหนักของตัวเองได้ ไม่นานก็เริ่มเกิดรอยร้าวขึ้นทั่วและค่อย ๆ พังลงมาทีละนิด จนใช้การไม่ได้เป็นเวลาหลายร้อยปี และพังลงมาจากแผ่นดินไหวในปี ค.ศ. 1897 จนเมื่อปลายศตวรรษที่ 20 นี้เองที่มีการบูรณะซ่อมแซมมัสยิดแห่งนี้ให้กลับมาดูดีอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะยังคงเห็นร่องรอยของความชำรุดทรุดโทรมอยู่ภายในก็ตาม

ซามาร์คานด์

ภายในมีโดยรอบสามด้านประกอบด้วยโดมขนาดใหญ่ มีทั้งโดมลูกฟูกและโดมเรียบ ที่ฐานโดมประดับด้วยอักษรอาหรับจากพระคัมภีร์อัลกุรอาน ดูเหมือนลวดลายเรขาคณิตมากกว่าภาษาอาหรับ เขียนในแนวตั้งเพื่อสอดรับกับทุกอย่างในมัสยิดแห่งนี้ที่สูงชะลูดหมด

ซามาร์คานด์

มัสยิดแห่งนี้จะหันหน้าไปทิศตะวันออก ฉะนั้นจะถ่ายรูปให้สวยต้องมาช่วงเช้า

ซามาร์คานด์

ภายในมีแท่นหินอ่อนสำหรับพระคัมภีร์อัลกุรอาน ชาวบ้านเชื่อกันว่าหญิงใดคลานลอดใต้แท่นนี้จะมีลูกดก

ซามาร์คานด์

จริง ๆ พอผมดูรูปตามเว็บของคนอื่นที่ถ่ายมา จะเห็นว่าสิ่งก่อสร้างทั้งหลายเพิ่งได้รับการบูรณะจนอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ สวยงามเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง อาจจะภายใน 2-3 ปีนี้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นตอนนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะลองคิดถึงประเทศนี้ในฐานะแหล่งท่อง เที่ยวใหม่ที่ไม่แพงและปลอดภัยทีเดียว

ลองดูรูปนี้ที่ได้มาจาก wikipedia เป็นภาพที่ถ่ายเมื่อเกือบร้อยปีก่อน สภาพชำรุดทรุดโทรมมาก มีนกมาทำรังบนยอดมินาเรต

ซามาร์คานด์

อนุสรณ์สถานหนึ่งในสี่สำคัญแห่งซามาร์คานด์แห่งที่สาม คือสุสานกูริเอมีร์ (Guri Amir Mausoleum) สุสานแห่งนี้ติมูร์สร้างไว้สำหรับหลานคนโปรดซึ่งคาดหวังให้เป็นรัชทายาทคน ต่อไป คือโมฮัมหมัดซุลตาน (Mohammed Sultan) ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปีก่อนหน้านั้น แต่สุดท้ายกลายเป็นสุสานหลวงแห่งราชวงศ์ติมูร์ซึ่งฝังร่างของติมูร์ และลูกอีกสองคน รวมทั้งหลานอีกคนคืออูลุกเบก เจ้าเมืองผู้ฝักใฝ่ในนักวิทยาศาสตร์ ตลอดจนอาจารย์ของท่านไว้รวมกัน ณ ที่นี้ จริง ๆ ติมูร์เตรียมสุสานของท่านเองไว้ที่บ้านเกิดคือที่เมืองชาคริซาบส์ (Shakhrisabz) ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลกอีกแห่ง (เอาไว้ถ้ายังไม่เหนื่อยจะทำรีวิวเมืองนี้ต่ออีกหน่อย) แต่เนื่องจากท่านเสียชีวิตในหน้าหนาว และระหว่างสองเมืองถูกคั่นด้วยภูเขา ไม่สามารถนำศพของท่านไปฝังได้ทัน จึงฝังรวมกัน ณ ที่แห่งนี้

ซามาร์คานด์

สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคงเป็นโดมกลีบมะเฟืองสีน้ำทะเล มีทั้งหมด 64 กลีบ

ซามาร์คานด์

สุสานกูริเอมีร์หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ทำให้สวยสุดยามเย็นใกล้สิ้นแสงตะวัน

ซามาร์คานด์

ตัวอาคารจะเป็นสีเหลืองทองอร่าม

ซามาร์คานด์

ภายในเป็นอาคารทรงหกเหลี่ยม ประดับด้วยสีทองอร่าม

ซามาร์คานด์

โลงศพหินอ่อน 7 โลงล้อมรอบโลงหินหยกเขียวซึ่งเป็นของติมูร์ แต่โลงที่เห็นเป็นเพียงสัญลักษณ์ ส่วนโลงจริงอยู่ในสุสานใต้ดินอีกชั้น

ในปี ค.ศ. 1941 นักสำรวจชาวโซเวียตได้เปิดโลงศพ จากการศึกษาโครงกระดูกพบว่าติมูร์มีความสูงถึง 170 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าสูงมากในสมัยนั้น และพบว่าท่านพิการที่ขาขวา จึงเป็นที่มาของชื่อเทเมอร์เลน (Tamerlane) ซึ่งมาจาก Tamer the lame แปลได้ประมาณว่าเทเมอร์ (ติมูร์) ผู้ไม่สมประกอบ มีเรื่องเล่าสืบกันมาว่าติมูร์เขียนคำแช่งไว้ว่าถ้าใครเปิดโลงศพจะต้องพินาศ จากศัตรูที่น่ากลัวว่าตัวท่าน ในวันรุ่งขึ้นนั้นเอง ฮิตเลอร์ก็บุกโซเวียต เปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2

ซามาร์คานด์

เวลากลางคืน ที่นี่จะประดับไฟสวยงาม เป็นโบราณสถานแห่งเดียวในคืนนั้นที่ประดับไฟ

ซามาร์คานด์

สวยทั้งกลางวันและกลางคืน

ซามาร์คานด์

ก่อนไปเที่ยวต่อ พักดื่มน้ำอัดลมกันซักหน่อยดีไหมครับ จะรับโค้กหรือแฟนต้าดีครับ

ซามาร์คานด์

อีกหนึ่งเสาหลักของสุดยอดสถาปัตยกรรมซามาร์คานด์ คือสุสานชาคี-ซินดา (Shakhi-Zinda necropolis)

เมื่อ เทียบกับอีกสามเสาหลักที่เหลือ ที่นี่คงต้องเรียกว่าจิ๋วแต่แจ๋ว เพราะไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอลังการ แต่วิจิตรงดงามด้วยรายละเอียด ที่แห่งนี้เคยที่เป็นสถานที่สำคัญที่สุดในเอเชียกลางของศาสนาอิสลาม เคยเป็นที่แสวงบุญของชาวมุสลิมจากที่ต่าง ๆ

ซามาร์คานด์

สุสานแห่งนี้ได้รับฉายาว่าถนนแห่งผู้วายชนม์ (Avenue of the Dead) เพราะเป็นเส้นทางเดินเหมือนซอยแคบ ๆ สองข้างเป็นอาคารแบบอิสลามที่ประดับประดาด้วยกระเบื้องเคลือบโมเสกสีฟ้า อย่างสวยงามไม่มีที่ใดเทียบได้ในเอเชียกลาง

ซามาร์คานด์

อาคารแต่ละหลังดูราวกับเป็นร้านค้าที่ดึงดูดให้นักท่อง เที่ยวแวะชมสินค้าในร้าน แต่จริง ๆ แล้วมันคือสุสาน ที่สร้างเพิ่มขึ้น ๆ เป็นเวลากว่า 9 ศตวรรษ

ซามาร์คานด์

ชื่อของสุสานเป็นภาษาเปอร์เซีย แปลว่าหลุมศพของกษัตริย์ที่ยังมีชีวิต (Tomb of the Living King) ตำนานกล่าวว่าที่นี่เป็นที่ฝังศพของลูกพี่ลูกน้องของท่านนบีมูฮัมหมัด ชื่อว่า คูซามะ อิบนุ อับบาส (Kusama Ibn Abbas) ที่มาเผยแผ่ศาสนาอิสลามในซามาร์คานด์ให้ชนพื้นเมืองที่นับถือศาสนา ดั้งเดิมของเปอร์เซียคือโซโรแอสเตอร์ ทำให้พวกนักบวชในศาสนาเดิมไม่พอใจ จึงลอบสังหารท่านโดยการตัดศีรษะ ตำนานเล่าว่าท่านก้มลงเก็บศีรษะแล้วเดินหายเข้าไปในบริเวณที่เป็น สุสานในปัจจุบัน ผู้คนต่างเชื่อว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งภายใน จึงเป็นที่มาของชื่อสุสานแห่งนี้

สุสาน ของท่านคูซามะที่นี่ดึงดูดให้ผู้คนหลั่งไหลมาแสดงความเคารพ จนเคยเป็นที่แสวงบุญของชาวมุสลิมเช่นเดียวกับที่เมกกะ แม้แต่จากตะวันออกกลาง ปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวน่าจะเปลี่ยนไปแล้ว เพราะไม่ค่อยเห็นผู้แสวงบุญมากนัก มีก็แต่นักท่องเที่ยว

ซามาร์คานด์

ในสมัยติมูร์ นิยมสร้างสุสานไว้ใกล้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ญาติ ๆ ของติมูร์และขุนนางต่าง ๆ จึงสร้างสุสานขึ้นใกล้สุสานของท่านคูซามะจนเต็มเส้นทางเดินทั้งสองข้าง แต่ละหลังมีรูปแบบแตกต่างกัน

ซามาร์คานด์

เนื่องจากว่าไม่ได้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร จึงสามารถประดับประดาด้วยกระเบื้องอย่างงดงามหาที่ใดเสมอเหมือนได้ยาก

ซามาร์คานด์

สุสานแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มเหนือ กลุ่มกลาง และกลุ่มใต้ เมื่อเดินขึ้นเขาจะพบกลุ่มใต้ก่อน เป็นกลุ่มสุสานของสตรีในราชวงศ์ติมูริด

ซามาร์คานด์

กลุ่มกลาง

ซามาร์คานด์

กลุ่มเหนือ ประกอบด้วยสุสานสามหลังหันหน้าเข้าหากัน

ซามาร์คานด์

ภายในสุสานของท่านคูซามะนอกจากเป็นสุสานแล้วยังเป็นมัสยิดด้วย มีอิหม่ามนำสวดสำหรับผู้มาเยือน

ซามาร์คานด์

ลวดลายที่ประดับได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน

ซามาร์คานด์

ภายในโดมประดับกระเบื้องสีเขียว

ซามาร์คานด์

ทางเหนือของเขตซามาร์คานด์ปัจจุบันเป็นเนินเขาไม่สูงนัก ชื่ออะโฟรเซียบ (Afrosiab) ซึ่งเป็นเขตที่ตั้งของเมืองเก่าซามาร์คานด์ เมื่อมองจากถนนจะเห็นสุสานตั้งอยู่บนเนินเขาเต็มไปหมด ราวกับฮวงซุ้ยของจีน นี่คือเขตที่ตั้งเดิมของซามาร์คานด์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล จนถึงยุคก่อนเจงกิสข่านบุกมาเผาทำลายจนราบ ผู้คนต่างรู้สึกหวาดกลัวจนไม่กล้ากลับไปสร้างบ้านเมือง ณ แห่งที่เดิม ทำให้ต้องย้ายลงมาสร้างเมืองใหม่ทางตอนใต้ที่เชิงเขาอย่างในปัจจุบัน

ซามาร์คานด์

เมืองนี้หายสาบสูญไปกับกาลเวลา จนในปี ค.ศ. 1880 นักสำรวจชาวรัสเซียขุดค้นลงไปหลายเมตรจนพบเขตเมืองเก่า ประกอบด้วยย่านชุมชน ที่อยู่อาศัย ตลาด มัสยิด ซากพระราชวังตั้งแต่ศตวรรษที่ 7-8 สิ่งของต่าง ๆ ที่พบได้ถูกนำมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์อะโฟรเซียบ (Afrosiab Museum) ที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมอย่างยิ่ง

ซามาร์คานด์

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในพิพิธภัณฑ์คือภาพจิตรกรรมฝาผนัง กว่าพันปีในพระราชวังที่ขุดพบ แล้วใช้เทคโนโลยีเคลื่อนย้ายขึ้นมาทั้งชุด มีความสูงถึง 2 เมตร เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ที่ยังมีความสมบูรณ์ค่อนข้างมาก บรรยายเรื่องราวตั้งแต่ยุคก่อนอิสลาม

ซามาร์คานด์

มีภาพขบวนเจ้าหญิงบนหลังช้าง

ซามาร์คานด์

พร้อมคณะขี่ม้าขี่อูฐตามเสด็จ

ซามาร์คานด์

รูปคนมีทั้งหน้าแบบฝรั่ง แขก จีน แสดงถึงอารยธรรมที่เคลื่อนผ่านดินแดนแถบนี้ในฐานะเมืองการค้าใหญ่ หน้าคนถูกทำลายไปในยุคที่อิสลามเข้ามาปกครอง เพราะในศาสนาอิสลาม ห้ามจำลองรูปคน สัตว์หรือสิ่งมีชีวิต

ซามาร์คานด์

รูปเจ้าหญิงจากจีนเสด็จมาทางเรือ

ซามาร์คานด์

สถานที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมอีกแห่งในซามาร์คานด์คือซาก หอดูดาวของอูลุกเบก (Ulugbek Observatory) ที่มีขนาดใหญ่ สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 เสียดายที่เวลาไม่พอ ไกด์จึงตัดรายการนี้ออกไปอย่างน่าเสียดาย ไม่เป็นไรครับ เอาไว้มีโอกาสจะกลับไปเยี่ยมชมอีกอย่างแน่นอน

ร้านอาหารใกล้ ๆ จัตุรัสเรจิสถาน ทำลวดลายเหมือนมาดราซาเชอดอร์

ซามาร์คานด์

ต่อไปจะรีวิวโรงแรมที่พัก ผมพักที่โรงแรม Malika อยู่ใกล้ ๆ กับสุสานกูริเอมีร์ เดินไม่ถึง 5 นาที สะดวกมาก ๆ

ซามาร์คานด์

ห้องพักเป็นแบบสากล ไม่คลาสสิก โรแมนติก เหมือนโรงแรมในบูคารา

ซามาร์คานด์

ห้องน้ำทันสมัย ไม่ต้องกลัวสกปรก

ซามาร์คานด์

อาหารเช้ารวมอยู่ในค่าโรงแรม อาหารก็ค่อนข้างเป็นสไตล์ตะวันตก อาจจะมีออกแขก ๆ นิดหน่อย แต่โดยรวมทานได้ครับ

ซามาร์คานด์

และแล้ว รีวิวชุดอุซเบกิสถานก็ขอจบลงแต่เพียงเท่านี้ จริง ๆ ยังมีเมืองมรดกโลกอีกเมืองคือ เมืองคีวา (Khiva) แต่อยู่ห่างออกไปอีก ต้องมีเวลาอย่างน้อยอีก 2-3 วัน จึงจะเก็บได้ครบ แต่เท่านี้ก็เต็มอิ่มสำหรับเวลาที่จำกัดแล้ว แถมได้ไปเมืองบ้านเกิดของติมูร์ที่ชาคริซาบส์ ที่พระราชวังเก่าแก่ขนาดมหึมา ปัจจุบันถูกปล่อยไว้ในสภาพเดิม ถ้ายังมีคนสนใจอาจจะทำรีวิวแถมให้อีกนิด

สำหรับ รีวิวชุดต่อไป อาจจะเป็นคาซัคสถาน ที่เป็นอะไรที่ตรงข้ามกับอุซเบกสถานอย่างมาก มีความทันสมัย ฟู่ฟ่า อากาศเย็น

ขอบคุณที่ติดตามครับ

ซามาร์คานด์

ซามาร์คานด์

ซามาร์คานด์

ติดตามเรื่องราวอื่นๆของ Cherokee1 ได้ที่
Cherokee ท่องโลกกับโปสการ์ด
Cherokee on Facebook

Tags: , , , , , , ,

Readers Comments (View Comments)

  1. ทานตะวัน พูดว่า:

    สวยงามมากๆๆ………………….< < gclub >>




blog comments powered by Disqus

หากต้องการนำส่วนใดส่วนหนึ่งของเว็บ Meekaorussia.com ไปเผยแพร่ ตีพิมพ์ กรุณาติดต่อ pooh@meekaorussia.com เพื่อขอรับลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง ข้อตกลงการใช้งานและลิขสิทธิ์

กระดานสนทนา
สารบัญเว็บ
ลงทะเบียนคนไทยกับสถานทูต
ทุนรัฐบาลรัสเซีย
ฟังวิทยุจากรัสเซีย
ดูทีวีรัสเซีย

Photo from Russia

dsc09741

เรื่องที่น่าสนใจ